Sanook.commenu

ข่าว ตรวจหวย ทำนายฝัน ราคาทอง วิเคราะห์บอล ฟังเพลงออนไลน์ ดูทีวีออนไลน์ หนังใหม่ ดูละครย้อนหลัง เกมส์

หน้าหลัก > ulife > คุยกับนร.ม.5ใจกล้าชูป้ายหน้านายกฯ: “ปรองดองคือรับฟัง-ยอมรับความแตกต่าง

คุยกับนร.ม.5ใจกล้าชูป้ายหน้านายกฯ: "ปรองดองคือรับฟัง-ยอมรับความแตกต่าง

  • (+ให้คะแนนบทความ)
  • เปิดอ่าน point ความคิดเห็น 15
มติชน

สนับสนุนเนื้อหา

จากเหตุการณ์ที่นักเรียนชั้นม.5 ชูป้ายโดยมีข้อความ "สอนเด็กไทยไม่ให้โกง ใช้เหตุผลสร้างจริยธรรม ดีกว่าท่องจำหน้าที่พลเมือง # จากใจนักเรียนถึงลุงตู่" ต่อหน้า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะองค์ปาฐกถาเนื่องในงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่น ประจำปี 2558 จนถูกควบคุมตัวไปยัง สน.ปทุมวัน ซึ่งสุดท้ายตำรวจไม่ได้มีการตั้งข้อกล่าวหาหรือลงบันทึกทำประวัติแต่อย่างใด

ล่าสุดมติชนออนไลน์มีโอกาสสัมภาษณ์นักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง และเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทยซึ่งเป็นผู้เคลื่อนไหวชูป้ายต่อหน้านายกฯ

เหตุผลที่ตัดสินใจชูป้ายต่อหน้านายกฯ ?

ผมอยากจะให้ข้อเสนอของผมเรื่องการศึกษาเพื่อการต้านโกงถึงมือนายกโดยตรงไม่ต้องผ่านคนอื่น ไม่ต้องเกิดความล่าช้า และไม่เกิดการแปลงสารหรือเปลี่ยนเจตนารมณ์ออกไป ซึ่งเอาเข้าจริงผมไม่ได้ใช้ "ความกล้าหาญ" อะไรมากมาย เพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกและควรทำอยู่แล้ว กับผลประโยชน์ของประเทศชาติ กับผลประโยชน์ของสังคม กับผลประโยชน์ของส่วนรวม ผมว่าผมควรทำ ดังนั้นในครั้งต่อไปผมก็จะทำ ผมจะไม่หยุดตั้งคำถาม ผมจะเรียกร้อง ผมจะไม่หยุดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ผมไม่มีความรู้สึกผิดที่ได้ทำลงไป เพราะว่าผมได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ทำไมถึงเสนอให้เรียน "ปรัชญา-จริยศาสตร์" แทนวิชา "หน้าที่พลเมือง" ?

การเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองคือการกำหนดไว้แล้วว่า เด็กที่ดีต้องมีลักษณะอะไรบ้าง ทำอย่างไรบ้างถึงจะได้ชื่อว่าเป็นเด็กดี ซึ่งมีการกำหนดไว้แล้ว เด็กมีหน้าที่แค่ทำตามเท่านั้น ผมว่าสิ่งเหล่านี้ได้ก้าวข้ามขั้นตอนที่สำคัญไป นั่นก็คือ "การวิเคราะห์-วิพากษ์" หรือพูดอีกแบบคือ การเรียนวิชาพลเมืองได้ข้ามขั้นตอนในการตั้งคำถามไปว่า สิ่งนั้นดีจริงหรือ? ทำไมเราต้องทำ? เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในเรื่อง ′กาลามสูตร′ ที่ว่าอย่าเชื่อแต่ให้สงสัยไว้ก่อนจนกระทั่งรู้แล้วว่ามันจริงถึงจะเชื่อ ซึ่งการเรียนปรัชญา-จริยศาสตร์ จะทำให้เด็กตั้งคำถามถึงสิ่งต่างๆ และท้ายที่สุดเขาจะเลือกเชื่อบางสิ่งจากความคิดของเขาเอง ซึ่งนั่นคือการปลูกฝังจริยธรรมที่ยั่งยืนกว่า

ได้ปรึกษาใครก่อนไหม?

ผมไม่ได้ปรึกษาใครก่อนเลยที่จะมาทำ ซึ่งขอยืนยันว่าไม่มีใครยุยงผม ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังผม ผมมีแต่ความหวังดี ความจริงใจ ผมอยากเห็นการศึกษาของประเทศไทยดีขึ้น และอยากเห็นประเทศไทยที่ไม่มีการโกงที่แท้จริง

ครอบครัวทราบเรื่องนี้ไหม?

เขาก็ทราบว่าผมทำกิจกรรมด้านจริยธรรม แต่คือครอบครัวเราเน้นมากเรื่อง ′การถกเถียงและโต้แย้งอย่างมีเหตุผล′ เพราะเราเชื่อว่าการทำแบบนี้จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นได้อย่างเป็นตัวของตัวเอง

มองอย่างไรกับการเคลื่อนไหวทางสังคมของเด็กในสังคมไทย? (ดาวดิน-กลุ่ม14นักศึกษา-กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท)

บางท่านอาจจะมองว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ก้าวร้าวซึ่งผมคิดว่ามันก็อาจจะไม่มีความเหมาะสมในเรื่องของกาลเทศะอยู่บ้าง แต่อยากให้มองถึงเจตนาของมัน ซึ่งสิ่งที่พวกเขาทำมันมีแง่บวกอยู่ก็คือว่า มันทำให้เรารู้ได้ว่าไม่เพียงแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่มีสิทธิ์พูด เด็กก็มีสิทธิ์พูด คนตัวเล็กๆก็มีสิทธิ์พูด เช่นเดียวกับผู้มีอำนาจ และอย่างเช่นที่ผมทำในวันนี้ ผมก็เป็นเพียงเด็กตัวธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความคิดดีเลิศอะไรเลย คนมีความสามารถมากกว่าผมก็มีอยู่เยอะ ซึ่งในวันหนึ่ง ผมหวังว่าสิ่งที่ผมทำจะเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ คือกล้าที่จะทำ กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตนเองต่อสาธารณะ และกล้าที่จะผลักดันสิ่งที่ตัวเองคิดให้เป็นจริงขึ้นมาได้

ในฐานะเด็กม.5 มองอย่างไรกับการเมืองไทยทุกวันนี้?

ผมว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในจุดพีค จุดที่กำลังมีความวุ่นวาย ตอนนี้ทุกอย่างอาจจะดูสงบ แต่ผมคิดว่าปัญหาของการเมืองไทยที่แท้จริงคือ เราไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน เราไม่ยอมรับความเห็นต่าง เราไม่ยอมรับว่าทุกคนมีสิทธิที่จะพูดในสิ่งต่างๆอย่างเสมอกัน ซึ่งผมคิดว่าต้นเหตุมันอยู่ที่ทัศนคติ ถ้าเราไม่สามารถแก้ปัญหาในทางจริยธรรมได้ เราก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้อย่างยั่งยืนครับ

มองว่าอะไรคือปัญหาของบ้านเมืองขณะนี้?

ผมว่าความกดดันครับ คือการปิดกั้นทางความคิด ซึ่งอันที่จริงเราควรจะเปิดรับความคิดเห็นต่อผู้อื่น ถ้าเราจะโต้เถียง เรามีสิทธิ์ที่จะโต้เถียงความคิดนั้น แต่เราก็ต้องโต้เถียงอย่างมีเหตุมีผล

ถ้าสมมติว่า วันนั้นเป็นเราเองที่ยืนอยู่บนเวที แล้วมีคนมาทำแบบเดียวกับเรานี้ เราจะทำอย่างไร?

ก่อนอื่น ผมจะรับจดหมายนั้นไว้ครับ เพราะผมเชื่อมั่นในการเปิดกว้างทางความคิด ดังนั้นผมก็จะไม่ได้มองเขาเป็นศัตรู แต่ผมจะมองว่าเขาคือประชาชนที่ต้องการแสดงความคิดเห็น และผมก็ต้องรับความคิดเห็นนั้นไว้พิจารณา ... ความคิดของคนก็เหมือนกับเมล็ดพันธุ์ เราจะทำให้เมล็ดพันธุ์นั้นเติบโตขึ้นได้ ก็เหมือนกับการใส่ปุ๋ยลงไป แต่หากไปเอากะลามาครอบมันไว้ คือเราตีกรอบความคิดของเขา เมล็ดพันธุ์นั้นก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ มันจะเหี่ยวเฉาหรือฝ่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

ในฐานะเด็กม.5 อยากฝากอะไรถึงสังคมไทย?

ผมว่าปัญหาของสังคมไทย ปัญหาของการเมืองไทย และปัญหาทุกอย่างๆของสังคมไทย จริงๆมันเกิดจากสิ่งเล็กๆที่คนมองว่ามันไม่สำคัญ ก็คือ ′เสรีภาพทางความคิด-เสรีภาพในการแสดงออก′ เมื่อมันถูกปิดกั้น มันทำให้เกิดความข้องใจ และเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่พูดจากัน เมื่อฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะแสดงออก แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิที่จะแสดงออก มันจึงเกิดความน้อยใจ และความน้อยใจนี้เองที่ทำให้คนสองกลุ่มห่างกันจนยากที่จะปรองดองกันได้

เพราะการปรองดองที่แท้จริงมันไม่ใช่การไปบอกว่า คุณหยุดพูดนะ เพราะตอนนี้กำลังปรองดองกันอยู่ แต่ความปรองดองที่แท้จริงมันคือการที่คุณพูดอะไรก็ได้ ผมยินดีรับฟัง แต่ผมจะเห็นด้วยหรือเปล่า เป็นอีกเรื่องนึง แต่ต้องยอมรับความแตกต่างให้ได้ เราไม่ควรที่จะทำให้คนทุกคนเหมือนกันหมด มันเป็นไปไม่ได้ เราเป็นมนุษย์ เรามีเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ทำอย่างไรเราถึงจะยอมรับความแตกต่างที่ว่านั้นได้ ความแตกต่างนี่แหละครับที่คือความงามของสังคม

ติดตาม Sanook! Campus

เลื่อนขึ้นไปบนสุด