Sanook.commenu

ข่าว ตรวจหวย ทำนายฝัน ราคาทอง วิเคราะห์บอล ฟังเพลงออนไลน์ ดูทีวีออนไลน์ หนังใหม่ ดูละครย้อนหลัง เกมส์

หน้าหลัก > campus widget > ย้อนกลับไปดู “ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย“ มีรูปแบบไหนบ้าง?

ย้อนกลับไปดู "ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย" มีรูปแบบไหนบ้าง?

  • (+ให้คะแนนบทความ)
  • เปิดอ่าน point ความคิดเห็น 2

examtn

ระบบ การแข่งขัน เพื่อช่วงชิงการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา มีการจัดการอย่างเข้มข้น และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ตรงตามยุคและสมัยมากยิ่งขึ้น

วันนี้ทาง Sanook! Campus จะพาย้อนกลับไปเกือบ 60 ปีที่แล้ว และไล่ขึ้นมาจนถึงปัจจุบันว่า วัยรุ่นสมัยก่อน ถึง วัยรุ่นยุคปัจจุบัน เจอระบบการสอบแบบไหนกันบ้าง?

ระบบ Entrance ยุคแรก ในปี 2504 - 2542 

ถือได้ว่าเป็นระบบสอบยุคแรกๆที่อยู่มาอย่างยาวนาน เกือบ 40 ปี เป็นการสอบที่ไม่มีหน่วยงานกลางเข้ามาดูแล แต่เป็นทางมหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกันจัดสอบขึ้นเอง อาทิเช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ  โดยมีสภาการศึกษาแห่งชาติเป็นผู้ประสานงาน

การจัดสอบรูปแบบนี้มีขึ้นเพื่อ แก้ปัญหานักเรียนสละสิทธิ์การสอบหลายครั้ง เพื่อไม่ให้เสียค่าใช้จ่ายเยอะแยะมากมาย จึงเป็นการสอบแบบครั้งเดียวและสามารถนำคะแนนไปยื่นได้เลย ในคณะที่เลือกไว้ 4 อันดับ บางปีเลือกได้ถึง 6 อันดับด้วยกัน

แต่ระบบนี้ทำให้มีปัญหาของการที่เด็กไม่ตั้งใจเรียนในห้องเรียน และสามารถสอบเทียบได้ รวมอีกทั้งเด็กที่สอบไม่ติดจะไม่มีโอกาสแก้ตัวเลยต้องรอถึงปีหน้า ทำให้ระบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ สถาบันกวดวิชามากมายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

ระบบ Entrance ยุคที่สอง ในปี 2542-2549

เนื่องจากปัญหาในยุคแรกคือการที่นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนในห้องทำให้มีการ นำเอาคะแนน  GPA และ PR มาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เพิ่มอีก 10 เปอร์เซ็นต์ และทั้งนี้ยังเพิ่มการสอบเป็น 2 ครั้ง และยังสามารถเก็บคะแนนไว้ใช้ได้ถึง 2 ปี เพื่อให้เด็กๆได้เลือกอันดับคะแนนที่ดีที่สุดมาใช้ในการเข้ามหาวิทยาลัย

แต่มีข้อเสีย ตรงที่ว่า ทำให้โรงเรียนถูกกดดันจากการสอบครั้งนี้รวมทั้งนักเรียนด้วย จึงทำให้โรงเรียนต่างๆต้องเร่งสอนให้จบก่อนการสอบนี้ภายในเดือนตุลาคม เพื่อมีเวลาให้นักเรียนได้เตรียมพร้อม ซึ่งทำให้เสียระบบการเรียนการสอนตามปกติ เลยเป็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในระบบการสอนของโรงเรียน

ระบบ Admission ในปี 2549-2552

ปัญหาที่ไม่หมดไปของการเรียนในห้องเรียน ทำให้เกิดการแก้ไข และจัดทำโครงสร้างการสอบในรูปแบบใหม่ โดยครั้งนี้มีการนำคะแนนต่างๆมาเพิ่มมากขึ้นใช้คำนวณร่วมด้วยถึง 30 เปอร์เซ็นต์ อาทิเช่น GPAX คะแนนสะสมในระดับ ม.ปลาย GPA ผลการเรียนเฉลี่ยรวม 

เป็นจุดเริ่มต้นของการสอบ O-NET (การสอบขั้นพื้นฐานทั่วไปของนักเรียนมัธยมปลายทุกคน โดยจะต้องสอบ 8 วิชาทุกคน) และ A-NET (เป็นการสอบที่ยากขึ้นกว่า O-NET เน้นความรู้ทางความคิด วิเคราะห์ อีก 5 วิชา) ซึ่งปีหนึ่งสามารถสอบได้มากกว่า 1 ครั้ง 

ทางมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็มองว่าข้อสอบ O-NET และ A-NET จากส่วนกลางไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ถูกตั้งคำถามขึ้นมา ถ้าเกิดมาในรูปแบบนี้ซึ่งการให้เกรด แต่ละโรงเรียนอาจจะมีมาตรฐานที่ไม่เท่ากัน และการสอบรับตรง จากมหาวิทยาลัยเป็นที่น่าสนใจกว่า เพราะการสอบ A-NET นั้นหนักหนาเอาการ

ระบบ Admission ยุคที่ 2 ในปี 2553- 2560

เป็นระบบการสอบที่พึ่งผ่านไปไม่นานและวัยรุ่นสมัยใหม่คงรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยปีนี้จะไม่มีการสอบ A-NET แล้ว (ถูกยกเลิก) แต่กลายเป็นสอบวิชาความถนัดในด้านๆไปนั่นก็คือ GAT(ความถนัดทั่วไป) และ PAT(ความถนัดทางด้านวิชาชีพ)  มีการลดจำนวนการสอบจาก 4 ลดลงไปเหลือ 2 ครั้งต่อปี และผู้ที่มีสิทธิ์สอบคือนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้น

แถมยังมีการเพิ่มการสอบ 7 วิชาสามัญ เพิ่มขึ้นมาเนื่องมาจาก ทางกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ยังมองว่าไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ แต่มีดีตรงที่ มีระบบ เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ เพื่อลดปัญหาการกั๊กที่นั่งในการเข้าเรียนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ

ภายหลัง 7 วิชาสามัญถูกเพิ่มเป็น 9 วิชาสามัญ เพราะมีความเห็นว่าวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ยากเกินไปสำหรับเด็กสายศิลป์ จึงมีการเพิ่มคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สำหรับสายศิลป์เพิ่มนั่นเอง

ระบบ TCAS (Thai University Central Admission System) ในปี 2561 นี้

เป็นระบบใหม่ป้ายแดง ที่นำมาแก้ปัญหาความเครียดในการเรียน การสอบของเด็ก รวมทั้งยังมีการเสียเงินหลายครั้งต่อการสอบ โดยเลื่อนการสอบไปเริ่มสอบหลังเด็กจบ ม.6 แล้ว และสอบ GAT/PAY เพียงครั้งเดียว และได้เพิ่มวิธีการรับสมัครมา 5 รูปแบบทำให้ เด็กมีโอกาสเพิ่มขึ้นในแต่ละรอบ

รอบที่ 1 ยื่นด้วยแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ไม่มีการสอบข้อเขียน และให้สถาบัน/มหาวิทยาลัย สามารถคัดเลือกเด็กได้โดยตรง

รอบที่ 2 รับแบบโควต้า ที่เหมาะสำหรับเด็กที่อยู่ในพื้นที่/ภาคที่มีโควต้าโรงเรียน และโครงการความสามารถพิเศษ ที่ได้เห็นกันอยู่บ่อยๆก่อนหน้านี้

รอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน เลือกได้ 4 สาขา โดยไม่มีลำดับ หมายความว่าอาจจะผ่านได้ทั้งหมด 4 อันดับเลย แล้วค่อยเลือกสาขาที่ต้องการ 

รอบที่ 4 การรับแบบแอดมิชชั่น เลือกได้ 4 สาขา โดยมีลำดับ คล้ายๆกับระบบ Admission เดิม

รอบที่ 5 รับตรงแบบอิสระ ซึ่งบางแห่งเรียกว่ารอบเก็บตก คัดเลือกโดยสถาบัน/มหาวิทยาลัย โดยตรง เป็นการเพิ่มโอกาสให้เด็กมีที่เรียนในสถาบันต่างๆมากเพิ่มขึ้น

โดยการสอบรูปแบบนี้จะบอกว่าไม่มีปัญหาเลยก็ไม่ได้ อย่างแรกเลยคือ เด็กสามารถสอบได้แค่เพียงหนเดียว ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะแก้ตัวอย่างเช่นวิชา GAT/PAT เลย หรือ มีปัญหาในการกั๊กที่นั่งเรียน เพื่อมาสมัครในรอบต่อไปได้ หรือข้อเสนอให้ลดค่าใช้จ่ายในการสอบ รวมอีกทั้ง การสอบที่เข้มข้นทำให้เด็กเกิดอาการเครียดกว่าเดิมหรือเปล่า เนื่องมาจาก การสอบทั้งหมดอัดแน่นอยู่ในตารางเวลาเพียง 1- 2 เดือน อีกทั้งล่าสุด มีปัญหาระบบล่มทำให้ต้องเลื่อนออกไปเป็นครั้งที่ 3

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : ระบบคอมพ์ล่มอีกแล้ว! "ทปอ." ขยายเวลารับสมัคร TCAS รอบที่ 3

นี่คือสิ่งที่น่าติดตามต่อไปในระบบการศึกษาไทย ว่าจะมีการปรับเปลี่ยน หรือ เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบได้เพื่อให้การสอบนั้นสมดุลและเท่าเทียม ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วคงขึ้นอยู่กับโชคชะตาและความสามารถของเด็กปีนั้นๆแล้วว่าจะสามารถผ่านมันไปได้หรือไม่ ต้องคอยติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ขอขอบคุณ

ภาพ : gettyimages

ติดตาม Sanook! Campus

เลื่อนขึ้นไปบนสุด

  1. “5 เรื่องประวัติศาสตร์” ที่คุณอาจไม่เคยทราบเกี่ยวกับ “จอหงวน” “5 เรื่องประวัติศาสตร์” ที่คุณอาจไม่เคยทราบเกี่ยว…

    จอหงวน เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ต้องบอกว่า คนไทยเชื้อสายจีน หรือแม้กระทั่งคนที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ หรืออยากจะหาไว้ประดับความรู้ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนควรรู้

  2. ทีมวิจัย ม.ฮาร์วาร์ด ชี้ “ยิ่งร้อน ผลสอบยิ่งร่วง” ทีมวิจัย ม.ฮาร์วาร์ด ชี้ “ยิ่งร้อน ผลสอบยิ่งร่วง”

    อีกไม่นานจะเข้าสู่ฤดูร้อนในสหรัฐฯกันแล้ว มีผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศที่ส่งผลต่อความสำเร็จทางการศึกษามาฝากกัน หลังจากมีการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และอีกหลายสถาบันการศึกษาในอเมริกา ที่ชี…

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งหมด >>