Sanook.commenu

ข่าว ตรวจหวย ทำนายฝัน ราคาทอง วิเคราะห์บอล ฟังเพลงออนไลน์ ดูทีวีออนไลน์ หนังใหม่ ดูละครย้อนหลัง เกมส์

หน้าหลัก > teenzone > อัด และ ต้นหน หนุ่มหน้าใสไซส์มินิวง mints กับเคล็ดลับเจ๋งๆ จากโง่อังกฤษมาก่อนจนพูดได้สบายมาก

อัด และ ต้นหน หนุ่มหน้าใสไซส์มินิวง mints กับเคล็ดลับเจ๋งๆ จากโง่อังกฤษมาก่อนจนพูดได้สบายมาก

  • (+ให้คะแนนบทความ)
  • เปิดอ่าน point ความคิดเห็น 0

และ ตน-ต้นหน วง mints รู้รึเปล่าว่าก่อนหน้านี้ พวกเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เผยเคล็ดลับหาแรงผลักดันจนสามารถพูดกับเจ้าของภาษาได้แบบสบายๆ

700

เรารู้สึกดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นวัยรุ่นยุคใหม่ลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองมีแรงรักในสิ่งที่จะทำ ไม่ปิดกั้นตัวเองอยู่ในกรอบ เช่นเดียวกับ 2 หนุ่มหน้าใสไซส์มินิวง mints อัด-อวัช รัตนปิณฑะ และ ตน-ต้นหน ตันติเวชกุล ที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องการแสดง แต่พวกเขาทั้งสองคนยังมีหัวใจที่อยากจะทำผลงานด้านดนตรีให้ออกมาได้ดีอีกด้วย และนอกจากนั้นการที่เดินตามความฝันตัวเองให้ได้นั้นไม่ได้แค่เป็นเหมือนการเอาชนะตัวเองได้เพียงอย่างเดียว แต่ว่ายังเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอื่นด้วย ซึ่งในครั้งนี้ Sanook! Campus เราก็ได้มีโอกาสได้ไปนั่งคุยกับ 2 หนุ่มวง mints มา และเราได้รู้มาว่าทั้งสองหนุ่มนี้มีอะไรที่คล้ายๆ กันมาก ไม่ว่าเรื่องงานและเรื่องเรียน โดยทั้งคู่ได้เอาชนะตัวเองในเรื่องของภาษาอังกฤษที่เริ่มจาก 0 มาจนพูดกับเจ้าของภาษาได้สบายๆ เลยทีเดียว เรามาทำความรู้จักกับ 2 หนุ่ม วง Mints อัด-อวัช รัตนปิณฑะ และ ตน-ต้นหน ตันติเวชกุล ให้มากกว่านี้กันดีกว่า

ทำไมถึงเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์แทนคณะที่เป็นสายดนตรี?

อัด: คือความจริงแล้ว ความตั้งใจแรกของผมคืออยากเข้านิเทศครับ นิเทศที่จุฬาฯ แต่ว่าเหมือนปีนั้นคะแนนเราไม่ถึง ซึ่งผมติดรัฐศาสตร์ครับ ผมก็พยายามที่จะซิ่วอีกปีเพื่อเข้านิเทศจุฬาฯ แต่ก็ไม่ติดอยู่ดีครับ เรื่องมันค่อนข้างเศร้า แต่ว่าจริงๆ ที่บ้านก็อยากให้เรียน เราก็เลยรู้สึกว่าเราอยากจะทำให้ดีที่สุดเพื่อทางบ้านครับ

ถ้าเรียนจบแล้วตั้งใจจะทำงานด้านดนตรีอย่างเต็มตัวเลยหรือเปล่า?

อัด: คิดว่าคงทำด้านดนตรีกับงานเบื้องหลังในสื่อ พวกโปรดักชั่นด้านภาพยนตร์ โฆษณา MV อะไรประมาณนี้ครับ
ตน: จริงๆ ถึงแม้ว่าพี่อัดจะไม่ได้เรียนนิเทศ แต่พี่อัดก็เหมือนกับว่าได้ไปศึกษาเองกับพี่ๆ ที่นาดาวครับ

mints(23)

ชอบเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า?

ตน: ใช่ครับผม ผมเริ่มจากเปียโนก่อนครับ ก็เริ่มมาประมาณ ป.3 หรือ ป.4 ก็อยากเป็นนักเปียโนเลยครับ ตอนนั้นเราไม่ฟังเพลงร็อค ไม่ฟังเพลงแนวอื่น นอกจากเพลงคลาสสิค เลยทำให้มีความไม่ชอบเพลงร็อคเลยครับ ไม่ฟังโมเดิร์นด็อก บอดี้สแลม เพื่อนเขาร้องกัน เราก็ไม่รู้จัก แล้วก็ได้มาเล่นกีต้าร์ครั้งแรกตอนเรื่อง “Suck Seed ห่วยขั้นเทพ” ตอนประมาณ ป.6 หรือ ม.1 แล้วหลังจากนั้นก็เล่นมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ครับ

จุดเปลี่ยนจาก Classical Music มาเป็น Mainstream Music คืออะไร?

ตน: เรื่อง Suck Seed ครับ เพราะว่าพอผมเข้ากองถ่าย Suck Seed เป็นหนังเพลงอะครับ แล้วก็มีเพลงร็อค ได้เจอบอดี้สแลม เจอโมเดิร์นด็อก แบล็คเฮด ผมบอกเลยว่า ผมเข้าไปผมไม่รู้จักใครเลย ไม่รู้จักสักวงเลย แล้วกองถ่ายเขาก็จะคุยกันแต่เรื่องแบบ “เดี๋ยวพี่ตูนมานะ” เราก็แบบ “พี่ตูนคือใคร” หรือแบบ “เดี๋ยววันนี้เจอพี่ป๊อดนะ” แต่จริงๆ ที่บ้านผมเขาก็เป็นแฟนเพลงพี่ป๊อด แล้วจำได้เลยว่าแบบตอนเด็กๆ พ่อเคยพาไปเจอพี่ป๊อดที่งานแต่งงานแล้วก็ถ่ายรูปคู่กัน แล้วก็แบบวันนั้นพ่อให้เรารูปนี้ไปขอลายเซ็นพี่ป๊อด แล้วพี่ป๊อดก็ถามมาคำนึงว่า “นี่แฟนเพลงหรอเนี่ย ชอบเพลงอะไรของพี่บ้าง” ผมก็ตอบไปว่า “ชอบทุกเพลงเลยครับ” (หัวเราะ) เขาก็คงรู้แหละว่าไม่ได้ฟัง แต่ว่าหลังๆ ก็มาติดตามครับ

mints(7)

เรียนไปทำงานไปด้วยแบ่งเวลายังไง?

ตน: ก็จริงๆ ก็ต้องหาความสมดุล นะครับ หมายถึงว่าคืออย่างเราก็ยังเรียนอยู่ ความสำคัญหลักของเราก็ต้องเป็นเรื่องของการเรียน แต่เราก็ชอบทำงานเหมือนกัน เพราะมันก็เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์แล้วก็ความสนุกสนาน ซึ่งเพื่อนรุ่นเดียวกับเราหลายๆ คนก็อาจจะไม่ได้มีโอกาสมาตรงนี้ เราก็เลยอยากจะใช้โอกาสนี้ให้เต็มที่ที่สุด แต่ว่าก็ต้องควบคู่กันไปกับเรื่องเรียนด้วย แบ่งเวลาให้ดี เรียนและเล่นควรสมดุล อย่าเรียนจนเราไม่สามารถเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้ เราอาจจะต้องแบ่งเวลาที่เราจะเอาไปเล่นกับเพื่อน เอามาทำงานแทนครับ สำหรับผม ผมถือว่ามันเป็นความรับผิดชอบของเราด้วยทั้ง 2 อย่าง เราควรทำให้ดีทั้ง 2 อย่าง

อัด: ถ้าเรื่องของการแบ่งเวลาก็คืออย่างแรกคือผมต้องรีบรู้ตารางเรียนตัวเองให้เร็วก่อน อย่างแรกเลยว่าเทอมนี้เราต้องเรียนอะไรบ้าง ทั้งหมดกี่ตัว เรียนวันไหนบ้าง อะไรอย่างนี้ครับ พอเรารู้แล้ว เราก็จะตั้งเป้าหมาย ไว้ปลายปีว่าปีนี้เรามีอะไรที่เราอยากจะทำบ้าง มีงานอะไรที่เราอยากจะทำให้มันเกิดขึ้นบ้าง อย่างเช่น ถ้าปลายปีผมอาจจะทำให้อัลบั้มเสร็จ ผมก็จะต้องวางแผนแล้วว่าตลอดช่วงเวลานี้ เราต้องแบ่งเวลาตรงไหนบ้าง คือถ้าเป็นช่วงใกล้สอบ เราก็ต้องรีบรู้ตารางสอบ เพื่อที่จะได้แบ่งเวลาก่อนหน้านั้นในการอ่านหนังสือครับ แล้วก็เวลาที่เหลือก็คือหาช่องว่างในการที่เราจะเอาเวลาไปทำงานตรงนั้น แทรกมันไป คือมันเหมือนว่าต้องเช็กทุกอย่างละเอียดมากขึ้น เพื่อที่จะได้ใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำทั้ง 2 อย่างครับ

ผลตอบรับเพลงใหม่ล่าสุดอย่าง “ยังไงดี” เป็นยังไงบ้าง?

อัด: ก็ถือเป็นผลตอบรับที่ดีนะครับ ดีกว่าที่เราคิดไว้ เหมือนคนเริ่มรู้จักวงเรามากขึ้น แล้วก็เริ่มชอบเพลงที่เราทำ เหมือนบางคนเพิ่งรู้จักเพลงนี้ แล้วก็ได้ย้อนกลับไปฟังเพลงเก่าๆ ด้วย

ตน: เหมือนกับว่าพอเพลง ยังไงดี ออกมาเนี่ย จากที่เมื่อก่อนเหมือนกับว่าอาจจะไม่ค่อยมีคนทักเราเรื่องผลงานเพลง แต่ตอนนี้มีเข้ามามากขึ้น ขนาดผมไปฟิตเนสก็ยังมีคนเข้ามาทักว่า ชอบเพลงยังไงดี วง mints หรือเปล่า ก็รู้สึกดีมากครับที่มีคนจดจำผลงานของเราได้

mints(41)

เห็นว่ามีส่วนร่วมในการทำเพลงทุกขั้นตอนแล้ว MV ที่ออกมาใหม่นี้ มีส่วนช่วยเลือกนางเอก MV ด้วยไหม?

ตน: ใช่ครับ คือจริงๆ ต้องบอกเลยว่า MV นี้พี่อัดเป็นคนกำกับด้วยเลยนะ ถึงพี่เขาจะไม่ได้เรียนสายนิเทศ แต่พี่เขาก็ทำได้นะครับ

อัด: คือก็ถ้าเราพยายามที่จะทำ เราชอบมัน เรามี ความสนุกไปกับกับมัน แล้วเราก็ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ในการที่จะทำอะไรสักอย่างที่เราชอบ ผมว่าท้ายที่สุดต่อให้เราเรียนไม่ตรงสายจริงๆ มันก็มีทางที่จะไปได้ มันจะทำได้ครับ

รู้สึกกดดันไหมที่มาจากสายนักแสดง ไม่ใช่สายดนตรีมาก่อน?

อัด: ผมไม่ค่อยกดดันเท่าไหร่ครับ ในความรู้สึก อย่างเพราะว่าแรกเริ่มเลยที่ผมทำ ผมรู้สึกว่า ผมอยากทำด้วยความชอบ ด้วยใจของเราว่าเราอยากจะทำขึ้นมา เราอยากจะทำเพลงที่ตัวเราชอบ เพราะฉะนั้นเลยรู้สึกว่า เรามาทำด้วยความสุขครับ ความกดดันมันอาจจะเข้ามา แต่เราไม่รับมันเข้ามาขนาดนั้น เพราะผมรู้สึกว่า เราเริ่มต้นจาก 0 เพราะฉะนั้นผมว่าทุกคำที่กดดันเข้ามามันคือการให้บทเรียนเรามากกว่า ก็เลยรู้สึกว่าไม่ดีก็ต้องเอามาแก้ไข เพราะฉะนั้นไม่เอามาเป็นแรงกดดันครับ

ตน: ส่วนของผม ผมรู้สึกว่ามันก็มีทั้งความสนุกและความกดดัน หมายถึงว่าคือเราเริ่มมาด้วยความสนุกก็จริง แต่เอาจริงๆ ผมก็มีความคาดหวังอยู่แล้ว หมายถึงว่าเวลาเราทำชิ้นงานออกไป คือทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราสนุก คือคนที่เป็นคนทำชิ้นงาน ยังไงมันก็ต้องมีความหวังอยู่แล้วว่าคนน่าจะชอบงานของเรา แต่ว่าเรื่องที่บอกว่า การเป็นนักแสดงกับด้านดนตรีอย่างนี้ มันจะมีคนที่แบบคอยบอกว่า ดาราทำเพลงหรือเปล่า ทำเอาหล่อหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ คือผมรู้สึกกดดัน แต่ว่ามันก็อย่างที่พี่อัดบอกว่าเราสามารถเอาอันนี้เป็นแรงผลักเราได้ ว่าแบบจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเราทำได้

อัด: คือผมรู้สึกว่า มันคือสิ่งที่ต้องทำ ทำหน้าที่ที่เราเลือกที่จะเป็นอีกบทบาทนึงให้มันดีที่สุด ทำให้เขาเชื่อให้ได้ว่าเราคือศิลปิน เราคือนักร้อง คือคนเราไม่จำเป็นต้องมีบทบาทเดียวครับ เราเป็นนักเรียนเราก็เป็นนักร้องได้ เราเป็นนักแสดงเราก็เป็นนักร้องได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมเลยรู้สึกว่าเราแค่ต้องเชื่อในสิ่งที่เราทำ และทำบทบาทนั้นให้ดีที่สุด”

ตน: เราก็พิสูจน์ให้คนเห็นแล้วว่าเราสามารถทำได้ดีทั้งสองอย่างครับ

mints(34)

ถามถึงเรื่องเรียนบ้าง วิชาอะไรที่ชอบและไม่ชอบที่สุด?

อัด: คือผมชอบภาษาอังกฤษครับ เพราะว่าผมเคยเป็นคนที่โง่อังกฤษมากๆ สมัยแบบตั้งแต่ประถมจนถึง ม.ต้น เลย แต่วันหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าอยากไปเมืองนอก ผมเปลี่ยนทุกอย่าง ผมพยายามเรียนรู้จากมัน แล้วก็จนสอบทุนได้ เป็นทุนแลกเปลี่ยนครับ แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ไม่ได้ไป เพราะเหมือนที่บ้านมีปัญหา แต่หลังจากนั้นคือความรู้สึกเรากับวิชานี้มันเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเรารู้สึกเราภูมิใจที่เราได้พัฒนาตัวเองจากคนที่พูดไม่ได้ ไม่เข้าใจ จนกลายเป็นคนที่พูดได้แล้วก็สื่อสารได้ มันเหมือนการที่เราเปลี่ยนแปลงตัวเองมันมีอะไรบางอย่าง มันทำให้เราภูมิใจในตัวเอง แล้วสิ่งนี้มันก็เลยเป็นสิ่งที่เราชอบไปโดยปริยายครับ ส่วนวิชาที่ไม่ชอบ ผมไม่ชอบเลขครับ (หัวเราะ) มันเป็นขั้วตรงข้ามกันโดยธรรมดา เพราะว่าแบบตั้งแต่เด็กแล้วเราไม่ชอบคำนวณขนาดนั้นครับ แล้วผมจำได้ว่ามันมีเหตุการณ์หนึ่งที่แบบทำให้ผมไม่ชอบไปอีกคือ เราโดนครูเรียกออกไปทำเลขหน้าห้อง แล้วเราทำไม่ได้ แล้วเหมือนแบบความรู้สึกมันแย่ครับ ที่แบบเราออกไปแล้วเราทำไม่ได้ แล้วเหมือนโดนประจาน แต่เหมือนเพื่อนในห้องเขาทำได้ แล้วเราทำไม่ได้ ความรู้สึกคือเราทำตัวไม่ถูกว่าต้องทำตัวยังไง จำไม่ได้ว่าครูพูดอะไร แต่มันคือความรู้สึกที่แย่ที่เกิดขึ้น เหมือนครูก็พูดในเชิงที่มันไม่ดี ไม่ใช่คำพูดที่ดี มันเลยส่งผลให้เรายิ่งไม่ชอบวิชานี้ไปเลย”

ตน: จริงๆ ก็เหมือนกันเลยครับ คือผมชอบอังกฤษที่สุด คือผมเรียนศิลป์ภาษาอังกฤษ-ญี่ปุ่นครับ คือผมคล้ายๆ พี่อัดเลย คือเหมือนกับว่าผมเคยโง่อังกฤษมากๆ พีคที่สุดเลยคือผมได้ 2 เต็ม 40 ตอนม.6 จำได้เลย อันนี้คือพีคมาก คือตอนนั้นแบบบ้านแตกเลยครับ คือ 2 เต็ม 40 นี่คือเรียนพิเศษแล้วนะครับ ไปเรียนติวข้างนอกแล้ว แต่จุดเปลี่ยนคือเหมือนกับว่าเราได้ไปเจอครูคนหนึ่งที่เป็นครูสอนอังกฤษที่ดีมากสำหรับตัวเรา เป็นวิธีที่ใช่สำหรับเราครับ แล้วก็เหมือนกับได้ไปเรียนกับเขา แล้วเขาอยู่แถวบ้านพอดี เขาก็ให้แง่คิดในการเรียนอังกฤษแบบใหม่สำหรับผม คือผมไม่ได้กล้าพูดว่าครูที่โรงเรียนเป็นการสอนอังกฤษที่ผิดวิธี แต่ผมรู้สึกว่าแค่อาจจะไม่เหมาะกับผม การท่องจำ หรือว่าอะไรอย่างนี้ แต่เหมือนกับครูคนนี้เขาเปิดโลกให้เรา “หัดดูหนังภาษาอังกฤษสิ” “ก็ชอบฟังเพลง ทำไมไม่ฟังเพลงภาษาอังกฤษบ้าง” แล้วเราก็เริ่มอินกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนกับว่ากลายเป็นสุดท้ายเราชอบมันที่สุด และทำได้ดีที่สุดครับ แล้วก็เคยไปแลกเปลี่ยนที่ออสเตรเลียด้วยครับ ส่วนไม่ชอบ ไม่ชอบเลขครับ (หัวเราะ) คืออันนี้อาจจะเป็นเรื่องของความคิดส่วนตัวด้วย คือรู้สึกว่า เราตั้งเป้าหมายในสายดนตรีมาตั้งนานแล้วอะครับ ผมรู้สึกวิชาเลขไม่จำเป็นสำหรับผม แล้วมันก็กลายเป็นความคิด ที่ผมไม่สามารถเอามันออกได้ ผมพยายามจะแก้แล้ว แต่ว่าพวกเลขพวกวิทย์ ผมจะแบบก็ไม่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เอาจริงๆ แล้วมันก็ต้องใช้แหละครับ หมายถึงว่ามันควรจะมีพื้นฐานติดตัวบ้าง มันก็เป็นความคิดติดตัวที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่ผมรู้สึกว่ากลายเป็นไม่ชอบวิชานี้ไปเลย

mints(19)

มีอะไรอยากแนะนำคนที่ชอบและอยากจะเรียนภาษาอังกฤษไหม?

อัด: จริงๆ อันนี้เป็นเรื่องที่ผมชอบมาก และผมรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นกับตัวเอง คืออย่างแรกเลยคือวันที่ผมรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกว่าภาษามันสำคัญกับเรา เพราะก่อนหน้านั้นเรารู้สึกว่าแบบแม่พูดยังไงก็แบบไม่สนใจ ให้ไปเรียนอะไรก็ไม่ไป ไม่ชอบ แต่วันหนึ่งที่เรารู้สึกมีแรงบันดาลใจ ว่าเราอยากจะทำได้ เราเห็นคนนู้นเก่งคนนี้เก่ง คนทุกคนเริ่มพูดอังกฤษได้ มันเกิดความรู้สึกว่าแบบว่าเราตัวเล็กมากเลยนะ อีกหน่อยเราจะทำอะไรได้ มันเป็นความรู้สึกว่าแบบเราอยากจะพัฒนาตัวเอง เราอยากจะไปเมืองนอก ผมว่าอย่างแรกเลยคือทุกคนต้องหาแรงบันดาลใจให้ตัวเองก่อน ว่าเหตุผลที่เราอยากจะพัฒนาตัวเองคืออะไร มันเป็นไปได้หมด แค่คุณอยากจะพูดอังกฤษกับตัวเอง หรือกับใครก็ได้ อยากจะฟังเพลงให้มันรู้เรื่องโดยที่เราไม่ต้องอ่านซับ หรือว่าอยากจะเข้าใจบริบทเวลาเราแอบฟังชาวต่างชาติพูดอะไรแบบนี้ ผมรู้สึกว่าทุกคนหาแรงบันดาลใจ ของตัวเอง หาได้หมดเลยรอบตัวเรา แล้ววันหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราอยากพัฒนาตัวเอง เราอย่าอายที่เราจะพูด อย่าอายที่จะลองทำภาษาอังกฤษ เพราะว่าอย่างเวลาที่ผมเริ่มทำ ผมเป็นคนที่โง่มาก แต่ผมไม่เคยหยุดเลย ผมเข้าห้องเรียน หรือเวลาผมว่าง ผมเอาหนังสือท่องศัพท์มาเปิด ผมพยายามทำข้อสอบที่เราอยากจะพัฒนาตัวเอง อย่างตอนนั้นเราจะสอบทุนเด็กแลกเปลี่ยน ผมก็ไปเอาข้อสอบเก่าๆ มาทำมาฝึกบ้าง คือเพื่อนอาจจะมองว่าแบบ ทำอะไรอะ แต่มันไม่ต้องแคร์ ผมรู้สึกว่าสุดท้ายที่สุดมันได้กับตัวเราเอง และสิ่งสำคัญคือ การที่เราจะพูดภาษาอังกฤษได้ มันคือความไม่อาย พูดไปเถอะครับ บางทีมันอาจจะผิดหรืออาจจะถูก มันคือการที่เราได้ใช้ มันคือการที่เราได้พัฒนาตัวเองตลอดเวลา สิ่งที่ผมทำบ่อยๆ คือการพูดคนเดียวที่ห้อง ฝึกพูดภาษาอังกฤษคนเดียว คิดว่าแบบเรากำลังคุยกับใครอยู่ นั่นเป็นสิ่งที่ดีครับ แล้วก็ถ้าเวลาอยู่ในคลาสภาษาอังกฤษอะครับ เวลาคนจะขำเราไม่ต้องไปสนใจ และฝากถึงคนที่ขำคนอื่นด้วยว่ามันก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไหร่ เพราะจริงๆ แล้ว คนเราเวลาจะฝึกอะไรมันก็ต้องการเวลา ไม่มีใครเก่งตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นมันก็ต้องค่อยๆ พัฒนากันไป

ตน: จริงๆ พี่อัดพูดไปหมดแล้วนะ (หัวเราะ) ก็อยากจะเน้นเรื่องแรงบันดาลใจ เหมือนกัน ผมจะพูดกว้างๆ สำหรับทุกๆ เรื่องละกันครับ หนึ่งเลยก็คือไม่อยากทำให้พ่อแม่เสียใจ แต่ว่าที่เป็นแบบแรงบันดาลใจอีกอย่างก็คือการที่เราชอบดนตรีครับ ผมรู้สึกว่าผมฟังเพลงไทยพอแล้ว ผมอยากจะเปิดโลกกว้างขึ้น เพราะว่าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เปิดโลกกว้าง ทั้งในด้านภาพยนตร์ สื่อบันเทิงต่างๆ หรือว่าจะเป็นแบบหนังสือนิยาย เมื่อก่อนผมอ่านนิยายภาษาอังกฤษ เรารู้สึกว่าเราอยากเข้าใจมัน เพราะบางทีการอ่านนิยายแปล มันอาจจะไม่ได้ซึมซับภาษาเท่ากับ ต้นฉบับที่เขาทำมา ผมก็เลยรู้สึกว่าแค่คุณหาแรงบันดาลใจได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตามแค่มีแรงผลักดันให้ตัวเอง เราก็พร้อมที่จะเดินหน้าแล้วครับ

mints(40)

วีรกรรมเด็ดสมัยเรียนแสบๆ

ตน: ผมเรียบร้อยครับ (หัวเราะ) ก็เอาแบบน่ารักๆ แล้วกัน ที่โรงเรียนเขาให้เอาเครื่องดนตรีมาเล่นได้นะครับ เช่นกีต้าร์โปร่ง แต่แบบรุ่นผมคือเล่นใหญ่ ก็คือวันกีฬาสีมั้ง ผมจำไม่ค่อยได้ เหมือนกับเอาแอมป์มาอะครับ แอมป์อันใหญ่ๆ กีต้าร์ไฟฟ้าเลยครับ ที่พีคสุดคือกลองชุด เอากลองชุดมาอยู่หลังห้อง แล้วก็เปิดวงกันหลังห้องเลย แล้วก็คือจริงๆ ที่โรงเรียนเขาห้ามใช้เครื่องดนตรีที่มันใช้ไฟฟ้าเพราะมันเปลืองไฟ (หัวเราะ) แล้วเราก็เอากลองชุดมาเล่น โอโห เสียงดังมากแต่แบบวันนั้นเป็นวันกีฬาสีเลยไม่ค่อยมีอาจารย์มาตรวจมากมายเลยรอดไป ไม่ค่อยอยากเล่าเรื่องอื่นเท่าไหร่ (หัวเราะ)

อัด: โรงเรียนผมเมื่อก่อนเวลาจะออกจากโรงเรียน ถ้าจะออกก่อนเวลาจริงๆ ต้องมีใบรับรองจากผู้ปกครอง ก็โกหกพ่อแม่ให้เซ็นต์รับรองมาให้แหละครับว่าวันนี้ต้องออก มีธุระที่จะต้องออกไป แต่จริงๆ คือออกไปเที่ยว

ตน: เที่ยวไหนครับ

อัด: เที่ยวห้างครับ (หัวเราะ)

mints(39)

ฝากผลงานหน่อย

ตน: ก็อยากจะฝากเพลงของพวกเราวง mints แล้วก็ฝากพวกเราวง mints ด้วย ซิงเกิ้ลล่าสุดของเราก็เพลง “ยังไงดี” ครับ แล้วก็อยากจะฝาก 2 เพลงที่ปล่อยไปแล้วด้วย เพลง “เหลือ” กับเพลง “ไม่ง่าย” แล้วก็อยากจะฝากว่าช่วงปลายปีนี้เราจะมี EP เต็มออกมา คือเราจะทำทั้งหมด 6 เพลงครับ ก็อยากจะฝากให้ติดตามกันทั้งหมด ให้ครบทั้ง 6 เพลงเลย

อัด: EP เต็มของเราหลักๆ น่าจะเป็น Digital Download ครับ แต่ว่า CD ก็น่าจะมีขายที่งาน Cat Expo ครับ ตอนนี้พวกเราก็มาเป็นศิลปินน้องใหม่ที่ค่าย What the Duck ก็ฝากติดตามพวกเราด้วยนะครับ ช่องทางติดตามก็จะมี Instagram ที่ wearemints ส่วน Facebook ก็ mints ครับ แล้วก็โซเชียลมีเดียต่างๆ ของ What the Duck ครับ

ตน: แล้วก็ถ้าอยากดู MV ก็เข้าไปดูได้ที่ Youtube Channel ของ mints ครับ ตอนนี้มี MV ทั้ง 3 ตัวเลย เพลง “เหลือ” แล้วก็เพลง “ไม่ง่าย” กับเพลง “ยังไงดี” ครับ ซึ่งพี่อัดเป็นคนกำกับ อยากให้ไปดูกันนะครับ

ติดตาม Sanook! Campus