Sanook.commenu

ข่าว ตรวจหวย ทำนายฝัน ราคาทอง วิเคราะห์บอล ฟังเพลงออนไลน์ ดูทีวีออนไลน์ หนังใหม่ ดูละครย้อนหลัง เกมส์

หน้าหลัก > ulife > ภาคย์-ศรัณย์ วชิรปิลันธน์

ภาคย์-ศรัณย์ วชิรปิลันธน์

  • (+ให้คะแนนบทความ)
  • เปิดอ่าน point ความคิดเห็น 1
ภาคย์-ศรัณย์ วชิรปิลันธน์ ภาคย์-ศรัณย์ วชิรปิลันธน์ ภาคย์-ศรัณย์ วชิรปิลันธน์ ชื่อ-นามสกุล.....ศรัณย์ วชิรปิลันธน์ ชื่อเล่น..... อายุ.....21 ปี วันเกิด.....17 เมษายน 2529 ส่วนสูง.....180 เซนติเมตร น้ำหนัก.....70 กิโลกรัม งานอดิเรก.....อ่านหนังสือ / เต้นคัฟเวอร์ "ทงบังชินกิ" / แต่งคอสเพลย์ ผลงานที่ผ่านมา.....พิธีกรรายการ G-Trick / Gj-Search / Talesrunner / Luna Online / L II Terrece ทางช่อง G-Square ยูบีซี 60, หนังสั้นโครงการ Safe Sex ( สสส. ), พิธีกรงาน ICT EXPO 2007 / Sea Game 2007 / Dog Show 2007, โฆษณาขนม "เลย์", อ่านสปอตวิทยุขนม "เลย์"

คลิกชมภาพ Gallery

หนุ่มน้อยหน้าอินเทรนด์ ที่กำลังคว้าใจสาวๆ จากการทำหน้าที่พิธีกรในรายการเกมส์ ของทางช่องยูบีซี ด้วยบุคลิกที่ร่าเริง สนุกสนาน รวมถึงการพูดจา ทำให้เขากลายเป็นวัยรุ่นยุคใหม่ที่น่าจับตามอง แถมด้วยการเป็นหนึ่งในนักเต้นคัฟเวอร์ที่เป็นขวัญใจของน้องๆ หลายๆ คน ในนามวง Tlobb ( ทรอป ) โดยเขาคัฟเวอร์เป็น แจจุง วง ทงบังชินกิ รวมถึงการแต่งคอนเพลย์ในหลายๆ งาน วันนี้เป็นโอกาสดีที่เราตามเจาะลึกถึงชีวิตของหนุ่มน้อยคนนี้ และคุณจะรู้ว่าหนุ่มคนนี้มีความคิดที่ดีเยี่ยมมากๆ ในหลายๆ เรื่อง ภาคย์เข้ามาทำงานในการพิธีกรได้ยังไง ? ก็มาจากการแคสติ้งครับ คือว่าผมรู้จักกับพี่คนหนึ่งที่เป็นโปรดิวเซอร์ในรายการที่ทำอยู่ในปัจจุบัน พี่เขาก็ลองให้ผมเข้ามาแคสติ้งดู ให้ลองมาทำดู เรียกได้ว่าเป็นงานแรกในชีวิตเลยที่ได้มาทำ เพราะว่าตอนนั้นผมไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อนเลยครับ พอได้เข้ามาทำแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ? ก็รู้สึกดีครับ เพราะว่างานนี้ไม่ว่าจะเป็นโปรดักชั่น หรือว่าทางทีมงานเอง เกี่ยวกับงานด้านมิเดีย เขาก็เริ่มงานมากันตั้งแต่ครั้งแรกเลย ทุกคนเริ่มนับหนึ่งเหมือนกันหมดเลย จนถึงปัจจุบันนี้ก็ถือว่าทางรายการมีเรตติ้งที่ดีเป็นอันดับต้นๆ ของทางยูบีซีเลยครับ แล้วภาคย์จะต้องฝึกฝนการทำหน้าที่พิธีกรยังไงบ้าง ? ใช่ครับ อันนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับการพัฒนาความสามารถของตัวเราเอง เพราะว่าเราเข้ามาตอนแรกเนี่ยจะมาเริ่มต้นด้วยการที่เราไม่มีความสามารถ หรือว่าความสามารถของเรายังไม่พอ และพออยู่ไปเรื่อยๆ นี่ก็จะมีทักษะทางด้านการคอมเม้นท์จากผู้ใหญ่เอง หรือว่าจากการที่เรานำเทปเก่าๆ มาดู และการได้ทำงานบ่อยครั้งขึ้น มีการออกอีเว้นท์มากขึ้น ก็ทำให้การจัดรายการหรือดำเนินรายการของเรามีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นครับ ทำงานเป็นพิธีกรมานานหรือยัง ? ปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 2 แล้วครับ ก็ทำมาประมาณปีกว่าๆ แล้วครับ การทำงานตอนนี้กับตอนแรกๆ ภาคย์คิดว่าตัวเองมีความเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง ? สิ่งแรกเลยคือ ระเบียบวินัย ทัศนคติในการทำงาน หรือว่าทัศนคติในการชีวิตของเราเปลี่ยนไปครับ คือพอเรามาทำงานตรงนี้ เราต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น อย่างหลักๆ เลยคือ ต้องรับผิดชอบตัวเอง และก็มีทางด้านครอบครัวด้วย ไม่ว่าจะเป็นระเบียบการใช้เงิน ระเบียบการจัดเวลา ทุกอย่างเราต้องทำเอง นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป และที่เปลี่ยนไปแน่ๆ เลยคือการทำงาน มีการพัฒนามากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมันก็พัฒนาไปตามฝีมือของเรา ตอนนี้ก็ยังต้องอาศัยการทำงานต่างๆ เพื่อทำให้ฝีมือเราดีขึ้นไปมากกว่านี้อีกครับ และการทำงานเป็นพิธีกรในรายการ กับการทำงานเป็นพิธีกรงานอีเว้นท์ต่างๆ ข้างนอก บุคลิกของเราต่างกันมั้ย ? จริงๆ ก็ไม่ค่อยต่างนะครับ มันอยู่ที่ตัวเรา เพราะว่าเราเป็นตัวของเราเอง และด้วยความที่เราเป็นคนสนุกสนาน คนเขาก็จดจำเราในบุคลิกที่สนุกสนาน เพราะว่ามันเป็นบุคลิกส่วนตัวของเราอยู่แล้ว เราไม่ได้แบบว่าในรายการเป็นฟิลหนึ่ง พอออกมาทำงานอีเว้นท์แล้วเป็นอีกฟิลหนึ่ง เราก็พยายามบัลลานซ์ให้มันอยู่ในระดับเดียวกัน แบบว่าเราก็จะใส่ความมีสาระที่เป็นตัวงานเข้าไปอยู่ในตัวของเราเอง อยู่ในความสนุกสนานของเราเองครับ ภาคย์ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในหนังสั้นด้วย ? ใช่ครับ นี่คือความบังเอิญครับ เพราะว่าตอนนั้นเนี่ยที่ได้ไปเล่นหนังสั้นของสสส. คือผมก็ไปช่วยงานพี่ๆ ไทยช็อตฟิล์มเขาอยู่แล้ว ไปช่วยยกไฟอะไรประมาณนี่ครับ แล้วพี่ๆ เขาก็เห็นบุคลิกท่าทางน่าจะได้ ตอนนั้นที่ไปเล่นเรื่องแรกไปถ่ายทำกันที่พัทยา ถ่ายทำกันอยู่ 2 วันเหนื่อยมาก เล่นเป็นผู้ชายขายบริการ ( หัวเราะ ) ซึ่งบทนี้ถ้าถามว่ายากมั้ย ก็ยากพอสมควรครับ เพราะว่าต้องใช้อารมณ์และสายตาค่อนข้างเยอะ แต่ส่วนใหญ่จะใช้สายตามากกว่าครับ และสำหรับงานพิธีกรล่าสุดก็งานซีเกมส์ 2007 ที่โคราช เป็นยังไงบ้าง ? ใช่ครับ งานซีเกมส์ครั้งนี้จัดที่โคราชครับ เป็นงานระดับชาติ แต่เราได้ไปทำในส่วนที่เล็ก แต่ว่ามันก็ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจ เพราะว่าเป็นหน้าเป็นตาสำหรับคนต่างชาติด้วย และที่เราไปเนี่ยเราไปทำในส่วนของทางทีโอที ในส่วนของเกมส์เทลรันเนอร์ ซึ่งเกมส์นี้มันก็เกี่ยวกับการแข่งขันอยู่แล้ว เพราะเทลรันเนอร์เนี่ยเป็นเกมส์วิ่งแข่ง และทางทีโอทีเขาก็เป็นผู้สนับสนุนหลักของการใช้เครือข่าวอินเตอร์เน็ตทั้งหมด ทุกอย่างที่ใช้ในงานซีเกมส์ เป็นของทางทีโอทีที่เป็นผู้สนับสนุนทั้งหมดเลย และในส่วนของทางเทลรันเนอร์ในงานซีเกมส์ครั้งนี้ จัดกันตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายคือวันที่ 15 ธันวาคม 2550 ก็ถือว่าเป็นอีกงานหนึ่งที่ภูมิใจและก็ถือว่าเราได้เชียร์นักกีฬาของไทยเราด้วย และเราก็ได้โชว์ความสามารถให้ทางผู้ใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติได้เห็นด้วยครับ พอเข้ามาทำงานตรงนี้ ชีวิตวัยรุ่นส่วนตัวของเราเป็นยังไงบ้าง ? พอมาทำงานก็ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตปกติเหมือนวัยรุ่นทั่วไป เพราะวันๆ หนึ่งเนี่ยผมก็ชอบเข้าวัด สวดมนต์ นั่งสมาธิ เป็นปกติครับ คือกลางวันก็ทำงาน พอเลิกงานก็กลับบ้านครับ เป็นเด็กวัยรุ่นที่ชอบเข้าวัด ซึ่งในสมัยนี้หาได้น้อยมากๆ ? คือพ่อกับแม่สอนมาว่า การเข้าวัดมันเป็นหน้าที่ของชาวพุทธที่เราต้องทำ การสวดมนต์ นั่งสมาธิ มันไม่ต้องเสียเงินเสียทอง เรามาเสียเวลากับการมาเที่ยวเล่น เดินเล่น ช้อปปิ้ง มันก็เสียเวลาไปแล้ว แล้วถ้าถามว่ากลับบ้านไปนั่งสมาธิ สวดมนต์ แค่ 10-20 นาที ทำได้มั้ย...ก็ทำไม่ได้ มันเป็นเพราะว่ากิเลศ ตัณหา และก็ความขี้เกียจอยู่ในตัวนั่นเอง ผมก็ขอฝากไว้ด้วยนะสำหรับบางคนที่มัวแต่เสียเวลากับการไปเที่ยวเล่น เดินเล่น ก็หันมานั่งสมาธิ สวดมนต์ ดีกว่า ชีวิตเราเนี่ยนะความสุขที่แท้จริง คือความสุขที่ได้มาจากการทำบุญทำทาน อยากรู้ว่าการทำบุญทำทานมันดียังไง ก็ต้องลองทำดู ไม่ใช่แค่พูดว่าจะทำ จะทำ แต่ไม่ได้ทำสักที ดูเหมือนภาคย์เป็นคนที่จริงจังกับการเข้าวัด สวดมนต์ นั่งสมาธิ ? ก็ไม่เชิงจริงจังนะครับ เรียกว่าเป็นกิจวัตรที่ทำอยู่เป็นปกติทุกวันจะดีกว่าครับ มันก็เหมือนกับการที่เราอาบน้ำ แปรงฟัง ใส่เสื้อผ้า นี่แหละครับ เพียงแต่ว่าก่อนที่เราจะออกจากบ้านและก่อนที่เราจะนอน เราก็จะสวดมนต์เป็นปกติทุกวัน ถ้าครอบครัวไหนที่เขาทำเป็นปกติเนี่ย มันก็กลายเป็นกิจวัตรประจำวันไป แต่ถ้าครอบครัวไหนที่ไม่เคยทำมันก็จะรู้สึกแปลกๆ ประมาณว่า เอ๋...จะทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร ทำแล้วรวยขึ้นเหรอ อย่าคิดแบบนี้เลยครับ คิดซะว่าทำแบบนี้แล้วเป็นความดีล่ะกันครับ ภาคย์เป็นคนที่ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ? ใช่ครับ ไม่เที่ยวกลางคืนครับ ง่ายๆ เลยกลางคืนเนี่ยเอาไว้นอนครับ ถ้าจะเที่ยวก็ไปเที่ยวตอนกลางวัน ถึง 5 ทุ่มเที่ยงคืนนี่ก็สุดๆ แล้ว ผมก็นอนเวลาประมาณเที่ยงคืนนี่แหละครับ ส่วนที่ไม่สูบบุหรี่ผมว่ากินยาคูลท์อร่อยกว่าครับ 6 บาทเอง บุหรี่ซองหนึ่งแพงมาก คนเราปกติก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าสิ่งไหนมันดีหรือไม่ดียังไง ผมว่าทำไปเพราะอยากลองกันมากกว่า คิดว่าเท่ สมัยนี้กินยาคูลท์ก็เท่ได้ครับ ไม่ต้องสูบบุหรี่หรอก ส่วนเรื่องที่ไม่กินเหล้า ก็เพราะว่ารู้อยู่แล้วกินแล้วมันเป็นยังไงกับร่างกาย มันเป็นแอลกอฮอล์กินเข้าไปแล้วก็เมา กินแล้วไม่มีสติ เราก็ไม่สมควรที่กินมัน ถึงกินแล้วจะมีสติแต่เราก็ไม่ควรจะกินอยู่ดีครับ แล้วเมื่อก่อนได้ไปกินเลี้ยงกับเพื่อนๆ บ้างมั้ย ? กินครับ เมื่อก่อนเที่ยวบ่อย พอมาเริ่มมีงานมีการทำก็เปลี่ยนตัวเอง เพราะว่ามันเป็นอนาคตของเรา ถ้าเราเอาชีวิตไปอยู่กับการเที่ยวกลางคืนมันก็ไม่ดี เห็นตัวอย่างได้จากดาราหลายๆ คนครับ เจอปาปารัซซี่ไปเก็บภาพตอนไปเที่ยวกลางคืน มันก็ดูไม่ดี ไม่ใช่ว่าผมรักษาภาพลักษณ์อะไรนะครับ แต่ว่าผมไม่เที่ยวกลางคืน ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ มานานแล้วครับ ดูเป็นวัยรุ่นสมัยใหม่ ? มันก็แล้วแต่มุมมองครับ คนเราส่วนใหญ่ชอบที่จะมองกันแต่ภายนอก ทั้งที่ไม่เคยคุยกันก็จะมองกันไปอย่างนู้น อย่างนี้ คนเราต้องมีจิตใจที่เป็นกลาง ต้องเดินทางสายกลาง ทุกอย่างเป็นกลาง อย่าเพิ่งไปโอนเอียง ไม่อย่างนั้นเราจะเป็นคนที่ไม่มีจิตใจที่ซื่อตรง คดโกงในจิตใจตัวเอง นี่แหละพระพุทธศาสนาถึงสอนให้เราเป็นคนดี แล้วภาคย์มองวัยรุ่นสมัยนี้เป็นอย่างไรบ้าง ? วัยรุ่นสมัยนี้ก็ดีนะครับ ถ้าพูดถึงความสามารถก็ถือว่าเก่งเลยแหละ มีความสามารถแต่ต้องใช้ให้ถูกที่ บางคนเก่งแล้วแต่ใช้ความสามารถไปในทางที่ผิด อย่างเช่นว่า บางคนนี่ฉลาดแต่เอาสิ่งที่ฉลาดไปโกงคนอื่น ไปเล่นการพนันอะไรแบบนี้ คือมันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ถ้าเราฉลาดเราก็เอาความฉลาดของเรานี่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ให้ได้ อย่างน้อยๆ ทำให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง เลี้ยงตัวเองให้ได้ เลิกขอเงินพ่อแม่ เดี๋ยวชีวิตเราก็ดีขึ้นครับ ตอนนี้ภาคย์เป็นที่รู้จักของน้องๆ หลายคน ? จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักอะไรกว้างขวางมากครับ คือผมยังไม่ได้โด่งดังถึงขั้นเป็นดาราใหญ่โตอะไร เป็นเพียงแค่พิธีกร และทำหน้าที่พิธีกรให้ดีที่สุดในแต่ละครั้งแค่นั้นเองครับ คือมีความรับผิดชอบต่องานที่เราทำ มันก็จะทำให้คนจดจำเราได้เองครับ ดูที่ความสามารถของเรา ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องเป็นดาราหรือนักแสดงอะไรครับ พูดถึงการเต้นคัฟเวอร์ของภาคย์บ้าง มีจุดเริ่มต้นเป็นมายังไง ? จริงๆ ผมเริ่มต้นมาจากการแต่งคอสเพลย์มาก่อนครับ ผมแต่งคอสเพลย์มานานหลายปีแล้ว ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นเต้นคัฟเวอร์ ซึ่งตอนนั้นจะมีอยู่วงหนึ่งที่ดังมากๆ ก็คือวง ซูเปอร์จูเนียร์ แล้วก็มีน้องที่แต่งคอสเพลย์ด้วยกันเขามาชวนมาเต้นคัฟเวอร์เป็น ชีวอน ก็เลยลองดู มันก็เป็นกิจกรรมธรรมดาของเด็กวัยรุ่นทั่วไป ที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน นัดมาเจอมาคุยกัน ตอนนี้ผมก็เปลี่ยนมาคัฟเวอร์ ทงบังชินกิ ในนามวง Tlobb ( ทรอป ) ครับ ซึ่งสมาชิกที่เต้นอยู่ในวงก็เป็นผู้ชายหมดเลยทั้ง 5 คน และก็มีแบ็คอัพเป็นน้องผู้หญิงอีก 6 คนครับ สำหรับน้องๆ ที่งงว่าการเต้นคัฟเวอร์คืออะไร ง่ายๆ เลยก็คือการเต้นเลียนแบบศิลปินต้นแบบ แต่ก็อปปี้ของเขามาทั้งหมดเลย โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เหมือนกับว่าเขาเป็นต้นแบบแล้วเราเต้นให้เหมือนแค่นั้นเอง และงานเต้นคัฟเวอร์ล่าสุดที่ไปมาก็คืองาน TVXQ The 2nd Asia Tour Concert O in Bangkok 2007 ซึ่งเราก็เต้นในส่วนของบูทยามาฮ่า ที่หน้างานคอนเสิร์ต ก็มีทั้งหมด 10 วงที่มาเต้น โดยทั้ง 10 ก็เป็นวงที่เข้าประกวดคัฟเวอร์คอนเทสต์ครับ เป็นยังไงบ้างสำหรับการได้เต้นหน้าคอนเสิร์ต ? ดีใจมากครับ คือก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าแฟนคลับของ ทงบังชินกิ น่ะเยอะมากๆ แล้วเราก็มีโอกาสได้เต้นคัฟเวอร์ที่หน้างานคอนเสิร์ต เราก็ทำให้คนทั่วๆ ไปรู้ว่าวัยรุ่นไทยมีกิจกรรมการเต้นคัฟเวอร์แบบนี้อยู่นะ ส่วนคนที่ไม่รู้จักก็จะประมาณว่า เอ๊ะ...มาเต้นทำไมเนี่ย ไม่เห็นเหมือนเลย คือหน้าตาน่ะไม่เหมือนอยู่แล้วครับ ( หัวเราะ ) เอาเป็นว่าเรารักและชอบในสิ่งเดียวกัน ก็เลือกที่จะมาเต้นคัฟเวอร์ เราดูเขาเป็นแบบอย่าง เพราะว่าเขาเป็นศิลปินที่มีความสามารถ เพราะว่าเราก็อยากที่จะเป็นเหมือนเขา เป็นศิลปินที่โด่งดังแบบเขาในอนาคต ไม่ต้องโด่งดังขนาดเขาก็ได้ ขอแค่ได้ทำตามความฝันก็พอ คือคนอื่นอาจจะชื่นชอบในทางร้องเพลง เป็นแฟนคลับ ทำผมแต่งตัวเหมือน แต่ละคนก็ชอบกันไปคนละแบบครับ ในฐานะที่ภาคย์เคยแต่งคอนเพลย์มาก่อน คนทั่วๆ ไปเขาก็จะมองเด็กที่แต่งคอสเพลย์ว่า ทำตัวแปลกๆ เวอร์ ไร้สาระ เรามองตรงจุดนี้ยังไง ? ถ้าจะพูดถึงเรื่องการแต่งคอนสเพลย์ จริงๆ แล้วปัจจุบันนี้กลุ่มที่แต่งคอสเพลย์นี่เป็นกลุ่มที่ใหญ่มากๆ เป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก ผมว่ามันก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนครับ คือมันก็เหมือนกับคนที่ชอบพวกฝั่งยุโรป เพลงฝรั่ง อะไรประมาณนั้น ซึ่งเราก็ชอบอะไรที่มันเป็นญี่ปุ่นและเกาหลี เราก็แค่เอาประเพณีของเขามา เอาไลฟ์สไตล์ของเขามา มาประยุกต์มาแต่งตัว มันก็แค่เป็นกิจกรรมหนึ่งๆ แค่นั้นเอง ที่แต่ละคนที่ชอบเหมือนๆ กันมารวมตัวกัน มันไม่ได้ดูแล้วแปลกๆ มันอาจจะแปลกเพราะว่า มันยังไม่เคยชินในสายตาคนอื่นๆ แต่ปัจจุบันนี้ผมว่าเขาน่าจะเคยชินแล้วนะ เพราะตอนนี้มันไม่ได้มีแค่ในกรุงเทพฯ อย่างเดียว ต่างจังหวัดก็มีเยอะเหมือนกัน มันก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนครับ มันไม่มีอะไรที่ดีที่สุด แย่ที่สุด เพียงแค่ทำแล้วไม่เดือนร้อนคนอื่นก็พอแล้วครับ คือตอนนี้มันเป็นกระแสเกาหลีฟีเวอร์ คนทั่วๆ ไปเขาก็จะมองว่าเด็กไทยจะหลงลืมวัฒนธรรมไทย จะโดนวัฒนธรรมเกาหลีมากลืนมาหมดแล้ว ? มันกลืนไม่ได้หรอกครับ ผมว่าแบบนี้มันก็เหมือนกับการมองลูกบอลด้านเดียว ที่จริงกระแสมันมีตั้งเยอะ มีหลายอย่าง แต่กลุ่มๆ นี้อิทธิพลมันมาจากสื่อด้านต่างๆ มันเลยทำให้รู้สึกว่ากระแสเกาหลีนี่มันแรง จริงๆ แล้วผมมันก็ปกตินะ คือสื่อนี่มีอิทธิพลและผลกระทบเยอะหน่อยต่อเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ และอีกอย่างหนึ่งคือสมัยนี้การสื่อสารและการเดินทางมันค่อนข้างสะดวก มันก็เลยทำให้การติดต่อการที่จะเข้าถึงศิลปิน รวมถึงไลฟ์สไตล์ของเกาหลี มันใกล้มันก็เลยดูแล้วง่าย มันก็เลยดูเหมือนว่าจะกลืนกินประเทศไทยเข้าไป จริงๆ แล้วมันไม่ใช่หรอกครับ อย่ามองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ และก็อย่ามองว่ามันเป็นเรื่องที่โอเวอร์เกิน มองอะไรก็มองอย่างเป็นกลางดีกว่าครับ เดินทางสายกลางดีกว่า แล้วทุกคนจะมองทุกอย่างที่เป็นกลางครับ ส่วนที่เห็นว่าตัวผมทำไมต้องแต่งตัว ทำผม เลียนแบบเกาหลี มันไม่ใช่ครับ คือเมื่อก่อนก็โดนว่าเยอะเหมือนกัน จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เลียนแบบนะครับ อย่างเมื่อก่อนเราชอบญี่ปุ่น เขาก็มีไลฟ์สไตล์ของเขา มีการแต่งตัว ทำผม อะไรแบบนี้ ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเรา เราทำแล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร ถ้าคิดว่าดีแล้วก็ทำไปเถอะ อย่าไปใส่ใจกับเสียงรอบข้าง เพราะคนที่ว่าเราเนี่ยส่วนใหญ่เขาจะไม่ค่อยมองตัวเอง ก็เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ ก่อนที่เราจะว่าคนอื่น หรือดูแคลนคนอื่น เราต้องมองดูตัวเราเองก่อน ถ้าเราทำสิ่งนั้นถูกต้องดีแล้ว พิจารณาว่าสิ่งนั้นดีแล้ว ถึงจะสามารถไปว่าคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นอย่าว่าคนอื่นถ้าตัวเองไม่ดีพอ สุดท้ายนี้มีอะไรฝากถึงน้องๆ เพื่อนๆ บ้าง ? ก็สู้ๆ ล่ะกัน เรียนก็เรียน ทำงานก็ทำงาน ขอให้ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจ แล้วผลลัพท์ทุกอย่างมันก็จะออกมาดีครับ ก็ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และก็สนุกกับสิ่งที่ทำ สุดท้ายนี้ผมก็ขอฝากทุกคนให้ติดตามรายการที่ผมเป็นพิธีกรอยู่ด้วยนะครับ รายการ G-Trick / Gj-Search / Talesrunner / Luna Online / L II Terrece ทางช่อง G-Square ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.00-18.30 น. ทางช่องยูบีซี 60 ครับ ขอบคุณมากครับ บทสัมภาษณ์ Shinhwa...

เลื่อนขึ้นไปบนสุด

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งหมด >>

เว็บบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่ | ตั้งกระทู้โหวต | กระทู้ทั้งหมด

ประเด็นร้อนสุดๆ ความคิดเห็นล่าสุด