สนุก! ดาวเดือน Season 3 ชิงทุนการศึกษากว่า 2 แสนบาท
  ค้นหาความรู้จาก  
หน้าแรก > การศึกษา > เรียนต่อต่างประเทศ


เว็บบอร์ด ทีนวาไรตี้ เว็บบอร์ด
โค้ดhi5 แต่งhi5
ภาวะโลกร้อน ภาวะโลกร้อน
ทีนสตาร์
ทีนอินเลิฟรู้ทันรัก
ทีนอินเทรนด์
เรื่องจี๊ดๆ
พี่สอนน้อง
Wallpaper
หาเพื่อนคิวคิว แชท

แนะนำหนังสือ
มุมนักเขียน
เขียนนิยาย
เขียนเรื่องสั้น
เขียนกลอน

Show Room
กิจกรรม
Interview
ความรู้รอบตัว

เรียนต่อในประเทศ
เรียนต่อต่างประเทศ
ทุนการศึกษา
ดาวน์โหลดข้อสอบ
สอนพิเศษ
ฝึกอบรม
เทคนิคการรับมือ
ประกาศผลแอดมิชชั่น 08

ทีนวาไรตี้
ห้องเด็กเรียน-เรียนต่อ
กิจกรรมวัยทีน
แนะนำ-ติชม
helper end
Archive of Education Outbound
ภาพ-เรียนต่อต่างประเทศ
ท่อง เมลเบิร์น เยี่ยม...โรงเรียน-มหา"ลัย ตามติดชีวิตนักเรียนไทย

"ออสเตรเลีย" ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนักเรียน-นักศึกษาต่างชาติ เพราะในปีหนึ่งๆ มีนักเรียน-นักศึกษาหลากหลายชาติเข้ามาเรียนระดับมัธยมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัยหลายแสนคนในจำนวนนี้มีคนไทยเข้าไปศึกษาต่อปีละหลายหมื่นคน

เมืองเมลเบิร์น
บรรยากาศในเมืองเมลเบิร์น
ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา กระทรวงศึกษา รัฐวิกตอเรีย ได้เชิญสื่อมวลชนไทยเข้าเยี่ยมชมการจัดการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย และสถาบันโพลีเทคนิคที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ของเมืองเมลเบิร์น รัฐวิกตอเรีย ซึ่งเมืองนี้มีระบบการศึกษาที่มีประวัติอันยาวนานและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และที่สำคัญเป็นเมืองที่น่าอยู่ มีความปลอดภัยสูงแห่งหนึ่งของโลก สิ่งเหล่านี้ทำให้สามารถดึงดูดนักเรียนจากต่างชาติเข้ามาเรียนได้จำนวนมากประมาณปีละ 90,000 กว่าคน เฉพาะคนไทยเข้ามาเรียนปีละ 4,000 กว่าคน โดยประเทศที่เข้ามาเรียนมากสุดคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน และอินเดีย

นางซู คริสโตเฟอร์ ผู้อำนวยการอาวุโส Department of Education and Training เล่าว่า แม้รัฐวิกตอเรียจะเป็นรัฐที่เล็กที่สุดในประเทศออสเตรเลีย แต่ก็มีประชากรมากถึง 3.6 ล้านคน หรือหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมดของประเทศ โดยประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมลเบิร์นและส่วนหนึ่งอาศัยตามเขตนอกเมือง แถวชายหาด ซึ่งระบบการศึกษาของรัฐนี้กำหนดให้ทุกคนต้องเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับระหว่างอายุ 6-15 ปี ตั้งแต่ระดับชั้นปีที่ 1-9 (Years 1-9 )เทียบเท่ากับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามระบบการศึกษาของไทย ในปัจจุบันรัฐแห่งนี้มีโรงเรียนในสังกัดรัฐบาล 160 แห่ง มหาวิทยาลัย 9 แห่ง และสถาบันการศึกษาเฉพาะทางและการศึกษาต่อเนื่อง อาทิ สถาบันอาชีวศึกษา และมีนักเรียน นักศึกษารวมกันทุกระดับประมาณ 8.5 แสนคน

"รัฐบาลวิกตอเรียให้ความสำคัญกับการศึกษามาก และถือเป็นนโยบายเรื่องเร่งด่วนอันดับแรกๆ จนทำให้ รัฐวิกตอเรียมีอัตราส่วนนักเรียนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มากที่สุดของประเทศ นอกจากเด็กท้องถิ่นที่เรียนในโรงเรียนรัฐบาลแล้ว ยังมีนักเรียนต่างชาติกว่า 3,000 คนเข้ามาเรียน ส่วนใหญ่เป็นเด็กจากประเทศในเอเชียที่เลือกมาเรียนกันมาก ซึ่งนอกจากระบบการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับแล้ว รัฐวิกตอเรียได้เปรียบในเรื่องของการเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีประชากรหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่รวมกันทำให้เด็กต่างชาติที่เข้ามาเรียนปรับตัวได้ไม่ยาก"

Brighton Secondary College
ชั่วโมงเรียนที่ Brighton Secondary College ปูเป้ (คนที่สองจากซ้าย) และโจ้ (คนขวาสุด) พร้อมหน้ากับเพื่อนนักเรียนไทย



"Brighton Secondary College" เป็นจุดหมายแรกในการเยี่ยมชมครั้งนี้ โรงเรียนรัฐบาลแห่งนี้ก่อตั้งมาแล้ว 53 ปี อยู่นอกเมืองเมลเบิร์น 10 กิโลเมตร ในปัจจุบันมีนักเรียนจำนวน 1,200 คน เป็นนักเรียนต่างชาติ 85 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กไทย 7 คน โรงเรียนแห่งนี้มีอัตราการเรียนจบของเด็ก 97% เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย 63% และเรียนต่อด้านสถาบันอาชีวศึกษา (TAFE) ความโดดเด่นของการจัดการศึกษาจะมีหลักสูตรที่เอื้อให้เด็กต่างชาติที่เข้ามาเรียน มีวิชาให้เลือกเรียนหลายสาขาได้แก่ เทคโนโลยี ศิลปการแสดง ครีเอทีฟ การกีฬาและโปรแกรมพิเศษ

นักเรียนไทย 7 คน ที่มาเรียนที่นี่มีความเห็นตรงกันว่า ระบบการเรียนการสอนโรงเรียนแห่งนี้แตกต่างจากการศึกษาไทยตรงที่ครูจะให้อิสระทางความคิดแก่นักเรียน และที่สำคัญจะเน้นให้ทุกคนเป็นเจ้าของธุรกิจ

น้อง "โจ้" หรือนายสัณฐนัฐ กระวรนาค อายุ 16 ปี บอกว่า เพิ่งมาเรียนชั้นปีที่ 10 หรือ ม.4 ได้ไม่กี่เดือนหลังจากจบชั้น ม.3 จากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ตอนนี้ทางโรงเรียนจะเน้นให้เรียนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยเรียนรวมกับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ ที่เพิ่งเข้ามา จากนั้นจะได้เข้าไปเรียนในชั้นเรียนกับเพื่อนปกติ ส่วนตัวชอบระบบการเรียนการสอนของที่นี่ เพราะจะไม่เน้นการสอนหนักมากเหมือนโรงเรียนไทย ที่สอนวันหนึ่ง 7-8 ชั่วโมง และที่สำคัญวิชาเรียนจะไม่มากในระดับ ม.ปลายใครอยากจะเรียนต่อด้านไหนในระดับมหาวิทยาลัย ก็จะมีวิชาหลักให้เรียนเพื่อใช้เป็นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยจึงทำให้มีวิชาจะเรียนไม่มาก ซึ่งตนวางแผนว่าจะเข้าเรียนต่อทางด้านการบิน

"การเข้ามาเรียนก็จะมีแค่ปัญหาในเรื่องของภาษาที่จะต้องใช้เวลาฝึกฝนและปรับตัวในช่วงแรกๆ เท่านั้นพออยู่ไปสักพักก็จะลงตัวเอง ส่วนเรื่องความเหงาคิดถึงบ้านนั้นเป็นเรื่องปกติ เลยแรกๆ จะเป็นมาก พอได้ไปเจอเพื่อนักเรียนไทยด้วยกัน เริ่มมีเพื่อนนักเรียนชาติอื่นและได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับโฮมสเตย์แล้วก็เริ่มจะไม่เหงา เพราะผมจะมีเพื่อนคุย หรือชวนกันไปเล่นกีฬา"

โรงเรียนBox hill
Brighton Secondary College น้องชัชชัน เลพล โรงเรียนBox hill
ส่วน "ปูเป้" น.ส.ณัชอมรารักษ์ บงกชเกตุสกุล อายุ 18 ปี นักเรียนชั้นปีที่ 12 เห็นว่าเคยชินกับการเรียนในโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทยมาก่อน พอมาเรียนที่นี่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก เพียงแต่ต้องขยันเรียน อ่านหนังสือมากๆ เพราะต้องเรียนให้ได้คะแนนดี เพื่อจะได้เข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ได้ ส่วนเรื่องการสอนของครูจะมีก็ความประทับใจครูมาก เพราะเขาจะดูแลนักเรียนทุกคนดี เวลาไม่เข้าใจตรงจุดไหนก็สามารถที่จะไปสอบถามได้ ทำให้รู้สึกถึงความเป็นกันเอง และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ครูจะปลูกฝังหรือสอนให้นักเรียนทุกคนคิดถึงการเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเองมากกว่าจะไปเป็นลูกจ้าง อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่เลือกจะมาเรียนที่เมลเบิร์นเพราะว่ามีพี่สาวเรียนอยู่แล้ว

จุดหมายที่สอง "Box Hill High School" โรงเรียนรัฐบาลก่อตั้งมาแล้ว 78 ปี และมีมาตรฐานทางวิชาการที่สูง นักเรียนที่จบจากที่นี่ 81% จะสามารถเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ และที่เหลือจะเรียนต่อในสถาบันอาชีวศึกษาและอื่นๆ ซึ่งการจัดการเรียนการสอนจะมีโปรแกรมพิเศษให้ได้เลือกเรียนตามความถนัดและความชอบ อาทิ ดนตรี การเตรียมตัวเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย การเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ หลักสูตรสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ หลักสูตรการท่องเที่ยว การจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งเด็กต่างชาติที่มาเรียนที่นี่จะมีความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน หรืออาศัยอยู่กับโฮมสเตย์ไม่ไกลและสามารถเดินมาเรียนหนังสือได้

โรงเรียนแห่งนี้มีเด็กไทยเรียนอยู่ประมาณ 3-4 คน "มีน" นายชัชชัน เลพล อายุ 20 ปี นักเรียนชั้นปีที่ 12 ดาวเด่นของโรงเรียนด้วยความสามารถพิเศษทางดนตรีและการแสดง จนได้รับคัดเลือกให้เป็นนักแสดงนำของละครเวทีเรื่องดัง ได้เล่าให้ฟังว่า มาเรียนเมลเบิร์นหลายปีแล้ว โดยตั้งใจจะมาเรียนทางด้านการโรงแรม เพื่อต้องการไปต่อยอดดูแลธุรกิจโรงแรมของครอบครัวที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งตอนแรกที่รู้ว่าจะต้องมาเรียนที่นี่ก็มีความกลัวไปต่างๆ นานา กลัวว่าจะเจอสังคมใหม่ๆ กลัวว่าจะอยู่ไม่ได้ และสุดท้ายก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย แม้จะมีความแตกต่างอย่างมากกับประเทศไทย ทั้งภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต ทั้งนี้โดยส่วนตัวเห็นว่าการได้มาเรียนเมืองนอกสิ่งสำคัญที่ได้รับคือ การได้เปิดโลกทัศน์ที่กว้างมากขึ้น หลายๆอย่างทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่มีความคิดความอ่านมากกว่าเดิม แม้การมาอยู่ช่วงแรกจะไม่ได้ราบรื่นทุกอย่างเพราะต้องดูแลและช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางมาโรงเรียน การแบ่งเวลาเรียนให้ดีเพราะการอาศัยอยู่ที่นี่มีความอิสระสูง

จุดหมายถัดไปคือ การเยี่ยมชมสถาบันอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัยที่มีเชื่อเสียงหลายแห่งของเมลเบิร์น

หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง
นิน่า เผยชีวิตนักเรียนนอก จากเด็กขี้อาย กลายเป็นคนกล้า
หลายสาขาอาชีพในอินเดีย เรียนดี มีงานทำ รายได้สูง
มหาวิทยาลัยครูแห่งไต้หวัน
รู้ไว้ใช่ว่า-เอไอที-อินเดียเปิดป.ตรี-โทปี
เสน่ห์แห่งสกอตแลนด์

สนับสนุนข้อมูล โดย มติชน

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้