|
|
|
|
 |
ชูไทยศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน
การศึกษาเป็นพื้นฐานที่ทุก ๆ ชนชาติให้ความสำคัญ ต่างล้วนอยากให้ลูกหลาน ได้ร่ำเรียนในโรงเรียน ในสถาบันที่ดี ระบบการศึกษาหลักสูตรนานาชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า เรียนแบบอินเตอร์ จึงเป็นคำตอบให้กับหลาย ๆ ครอบครัว แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ถ้าแลกกับอนาคตที่สดใสของพวกเขา การลงทุนในครั้งนี้ ก็ถือว่าคุ้มค่า การศึกษาหลักสูตรนานาชาติในประเทศไทย ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากนักเรียนและนักศึกษาต่างชาติที่สนใจเข้ามาศึกษา ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษา ซึ่งแม้ในปัจจุบันจะยังมีจำนวนไม่มากนัก แต่นับว่ามีแนวโน้มที่ดี ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการดำเนินการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ เพื่อให้โรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาของไทยเป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน หรือ Education Hub อ.อุษา สมบูรณ์ นายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย เล่าถึง สถานการณ์ของโรงเรียนนานาชาติให้ฟังว่า แนวโน้มการศึกษานานาชาติของ ประเทศไทยในปัจจุบันขึ้น อยู่กับภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศเป็นสำคัญ เพราะนอกจากนักธุรกิจชาวไทยที่พาบุตรหลานมาเรียนในโรงเรียนนานาชาติแล้ว ส่วนใหญ่ยังเป็นนักธุรกิจและนัก ลงทุนชาวต่างชาติ ตลอดจนเจ้าหน้าที่และพนักงานชาวต่างชาติของบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

“ยามใดที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีปัญหาก็จะทำให้การเข้ามาลงทุนลดลง ส่งผลกระทบ ต่อจำนวนของนักเรียนชาวต่างชาติ ขณะเดียวกันความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยก็ส่งผลลบต่อการตัดสินใจส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนในประเทศไทยเช่นกัน” ด้านการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติจะเห็น ได้ว่าเป็นไปอย่างรวดเร็วและ ต่อเนื่อง หาก ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2535 มีเพียง 10 แห่ง แต่ในปัจจุบันมีมากถึง 116 แห่ง ที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศไทย ทั้ง จ.เชียงใหม่ ทางใต้มีที่ จ.ภูเก็ต ทางตะวันออกเฉียงเหนือมีที่ จ.นครราชสีมา สระบุรี ส่วนในภาคตะวันออกมีที่ชลบุรี สำหรับภาคกลางมีมากที่สุด โดยเฉพาะ ในจังหวัดอุตสาหกรรมที่ สร้างขึ้นเพื่อสนองตอบผู้ที่มาปฏิบัติงาน อย่าง ชาวญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกาและยุโรป สำหรับจำนวนนักเรียนจะมีทั้งไทยและต่างชาติ เท่า ๆ กัน ราว 36,000 คน โดยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต เนื่อง จากยังมีความต้องการของ ผู้ปกครองที่จะส่งบุตรหลาน เข้าเรียน เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพและความพร้อม ของสถาบันเหล่านี้ และเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์หรือมาเลเซีย โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยสามารถสู้ได้ ทั้งในเรื่องของหลักสูตรและบุคลากร ผู้สอนที่เทียบเท่าสากล

ด้าน ดร.มัทนา สาน ติวัตร นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย กล่าวให้ฟังว่า การศึกษานานาชาติของไทยในระดับอุดมศึกษามีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดตามกระแสโลกที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง กว้างขวาง ทำให้การเชื่อมโยงกับต่างประเทศง่ายขึ้น ปัจจุบัน การใช้ภาษาอังกฤษมีส่วนสำคัญมาก จึงนำมาสู่การขยายตัวด้านการเรียนการสอนที่ใช้ภาษาอังกฤษ ในประเทศไทยจะเห็นได้ว่ามีโรงเรียนนานาชาติ เพิ่มมากขึ้นและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็เพิ่มโครงการภาคภาษาอังกฤษ รวมทั้งมีการ จัดหลักสูตรเชื่อมโยง เรียนรู้แบบเจาะลึกมากขึ้น “ในแต่ละมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน จะมีการเชื่อมโยงกับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของโลกเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น และในทำนองเดียวกันสถาบันการศึกษาของต่างประเทศก็มีเครือข่ายในประเทศไทย ทำให้เกิดการเชื่อมโยงกันในทุกบริบท เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา ลัยมีการเชื่อมโยงกับมหา วิทยาลัยชั้นนำของจีนและสหรัฐ หรือมหาวิทยาลัยกรุงเทพมีการเชื่อมโยงกับวิทยาลัยแบ็บสันของสหรัฐ ที่มีจุดเด่นในเรื่องของการสร้างผู้ประกอบการ” สำหรับ เด็กไทยจะนิยมเรียนหลักสูตรนานาชาติ ในด้านการค้าและบริการ รวมทั้งในด้านที่เกี่ยวกับนิเทศศาสตร์ และที่มาแรง คือ ภาษาที่ 3 ซึ่งได้แก่ ภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้รู้สึกถึงความเป็นพลเมืองของโลก ทั้งยังทำให้ได้รับการยอมรับจากชาวโลก ส่วนหลักสูตรที่นักศึกษาต่างชาตินิยมเข้ามาเรียนในประเทศไทย จะเป็นด้านการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมบริการ ที่เมืองไทยทำหลักสูตรออกมาได้ดี รวมทั้ง ด้านศิลปะ ภาษาและวัฒนธรรม โดยประเทศจีนเป็นประเทศที่มีแนวโน้มเข้ามาศึกษามากที่สุด เพราะด้วยความใกล้ชิดด้านเชื้อชาติและศิลปวัฒน ธรรม รวมทั้งเมืองไทยมี หลักสูตรด้านภาษาที่คนจีนสนใจ เช่น ภาษาอังกฤษและภาษาไทย อีกทั้งหลัก สูตรด้านธุรกิจบริการต่าง ๆ ร่วมด้วย

“การเข้ามาเรียน นานาชาติในไทย ส่วนใหญ่เด็กต่างชาติจะมีทักษะ การใช้ภาษาอังกฤษที่ดีอยู่ แล้ว โดยมีทั้งที่มาเรียนเพียง 1 ปี แล้วมีการเทียบโอนหน่วยกิต และการเรียนตลอดหลักสูตร ทั้งปริญญาตรี และปริญญาโท ซึ่งเมืองไทยพร้อมในเรื่องการต้อนรับ แต่ปัญหาการเมืองทำให้มีผลกระทบต่อการตัดสินใจมาก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ต้องการเดินทางมาศึกษาในระยะสั้นเพื่อมาหาประสบการณ์ หรือเรียนซัมเมอร์คอร์ส รวมทั้งกลุ่มนักศึกษาปริญญาโทด้านบริการ ที่เข้ามาศึกษาเก็บข้อมูล งานวิจัยด้านใดด้านหนึ่ง ของไทย” ใครที่สนใจหรืออยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาในหลักสูตรนานาชาติสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน งานนิทรรศการการศึกษานานาชาติของไทย ปี 2552 หรือ TIEE 2009 ที่กรม ส่งเสริมการส่งออกจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคมนี้ ภายใต้แนวคิด “Asia's Hub of Interna- tional Education” ซึ่งจะเชื่อมต่อทุกเรื่องการศึกษานานาชาติของไทย ภายในงานเป็นการรวมตัวของสถาบันการศึกษานานาชาติชั้นนำจากไทยและต่างประเทศ ครอบคลุมทุกระดับการศึกษาทุกหลักสูตร รวม ถึงสื่อการเรียนรู้ ซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษา ธุรกิจบริการและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 200 คูหา เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ สร้างความพร้อมเสียตั้งแต่วันนี้...เพื่ออนาคตที่ดีของบุตรหลาน.
คำบอกเล่าประสบการณ์
ผ่านหลักสูตรนานาชาติในไทย

เจ้าหญิงยีหวาง พินดาริกา แห่งภูฏาน พระชันษา 21 ปี หนึ่งในชาวต่างชาติที่มาศึกษาหลักสูตรนานาชาติในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยทรงศึกษาด้านการสื่อสารมวลชนและการสื่อสาร ที่มหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์-หัวหิน ได้ตรัสถึงการตัดสินใจเข้าศึกษาในเมืองไทยว่า ต้องการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์ และเมื่อหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต พบว่ามีสาขาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีคนจากหลาย ๆ ประเทศเข้ามาศึกษากัน จากนั้นศึกษาสถานที่ตั้ง ที่หัวหินว่าเป็นอย่างไร พบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่นี่ด้วยทำให้ทางบ้านรู้สึกว่าปลอดภัย อบอุ่น รวมทั้งอยู่ใกล้ภูฏาน ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก เพราะจากบ้านมาเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุ 8 ขวบ โดยพระมารดาจะสอนให้ทำอะไรด้วยตนเองอยู่แล้ว ด้านวัฒนธรรมระหว่างไทยกับภูฏานมีความคล้ายคลึงกันเพราะนับถือศาสนาพุทธเหมือนกัน ส่วนอาหารก็มีรสชาติเผ็ดคล้าย ๆ กัน อีกสิ่งหนึ่งที่ไทยกับภูฏานมีความคล้ายคลึงกัน คือ มีความรัก ต่อพระมหากษัตริย์เหมือนกัน “มีในส่วนของอากาศที่ต้องปรับตัว เพราะที่เมืองไทยอากาศร้อนแต่ที่ภูฏานอากาศจะหนาวกว่า แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ก็รู้สึกว่าจะชอบอากาศร้อนไปแล้ว อีกอย่างหนึ่ง คือ ภาษาไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยาก เพราะความที่ยากจึงลงเรียนภาษาไทยเพิ่มเติมด้วย ตอนนี้พูดได้บ้างแล้ว เช่น ฉันชื่อยีหวาง มาจากประเทศภูฏาน อายุ 21 ปี อาหารไทยอร่อย อยู่เมืองไทยมา 2 ปีแล้ว ชอบกินส้มตำไทย ลาบไก่ ชอบอาหารอีสาน” องค์หญิง ตรัสทิ้งท้ายว่า “ใครที่มาเรียนนานาชาติในประเทศไทย อยากแนะนำว่า ไม่ใช่ศึกษาแต่ในมหาวิทยาลัยอย่างเดียว แต่อยากให้ศึกษานอกมหาวิทยาลัยด้วย อยากให้มีความสุขกับอย่างอื่น ๆ บ้าง เพราะเมืองไทยยังมีสิ่งดี ๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งตนเองมีความสุขที่ได้มาอยู่เมืองไทย” อีกผู้หนึ่งที่เรียนหลักสูตรนานาชาติในประเทศไทย อะเจย์ ปุริ ชาวอินเดีย อายุ 13 ปี เรียนอยู่ เกรด 9 โรงเรียนนานาชาติ เดอะรีเจนท์-กรุงเทพฯ กล่าวถึงความรู้สึกให้ฟังว่า เมื่อพ่อต้องมาทำงานที่เมืองไทยจึงต้องมาเรียนหนังสือที่เมืองไทย ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตนเองชอบที่ได้มาเรียนหนังสือที่เมืองไทย เพราะนอกจากที่จะได้การศึกษาที่ดีแล้ว ยังมีโอกาสได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างอีกด้วย มาเรียนโรงเรียนนานาชาติที่เมืองไทย สิ่งหนึ่งที่ได้แน่ ๆ คือ ความรู้และการใช้ภาษาอังกฤษจะดีขึ้น รวมทั้งได้เรียนในบรรยากาศของต่างชาติในระบบสากล อะเจย์ เล่าย้อนอดีตให้ฟังอีกว่า “ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ เพราะการศึกษาไม่ได้เริ่มต้นที่โรงเรียน แต่เริ่มต้นที่ครอบครัวและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ข้าง อยู่แล้ว ประกอบกับบรรยากาศของโรงเรียนนานาชาติก็ต้อนรับคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่อยู่แล้ว จึงทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย การปรับตัวก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับเด็กใหม่ไปด้วย”.
จุฑานันทน์ บุญทราหาญ
|
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |

|
|
|
|
ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ขับเคลื่อน หลักสูตรนานาชาติ
แสดงความคิดเห็น
ซ่อนความคิดเห็น
รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก "
" เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ
จำนวนข้อความทั้งหมด 1