ค้นหาความรู้จาก  
หน้าแรก > Teen Zone > ภาวะโลกร้อน
Global Warming


เว็บบอร์ด ทีนวาไรตี้ เว็บบอร์ด
RSS เว็บบอร์ด
โค้ดhi5 แต่งhi5
ภาวะโลกร้อน ภาวะโลกร้อน
ทีนสตาร์
ทีนอินเลิฟรู้ทันรัก
ทีนอินเทรนด์
เรื่องจี๊ดๆ
พี่สอนน้อง
Wallpaper
หาเพื่อนคิวคิว แชท

แนะนำหนังสือ
มุมนักเขียน
เขียนนิยาย
เขียนเรื่องสั้น
เขียนกลอน

Show Room
กิจกรรม
Interview
ความรู้รอบตัว

เรียนต่อในประเทศ
เรียนต่อต่างประเทศ
ทุนการศึกษา
ดาวน์โหลดข้อสอบ
สอนพิเศษ
ฝึกอบรม
เทคนิคการรับมือ
ประกาศผลแอดมิชชั่น 08

ทีนวาไรตี้
ห้องเด็กเรียน-เรียนต่อ
กิจกรรมวัยทีน
แนะนำ-ติชม
helper end
header clickback
ปรากฏการณ์โลกร้อน

นักวิจัยร่วมสามสถาบันติดตั้งอุปกรณ์เก็บตัวอย่างฝุ่นละอองจากอากาศ 3 เมืองใหญ่ ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และ หาดใหญ่ เบื้องต้นพบสารก่อมะเร็งในกรุงเทพฯ สูงกว่ามาตรฐานสากลทุกระดับความสูง

สารก่อมะเร็ง, นักวิจัย, ฝุ่นละออง, อากาศ, คุณภาพชีวิต, กรุงเทพฯ, โลกร้อน,  มลพิษ



“ทีมวิจัยนำร่องเก็บตัวอย่างฝุ่นในกรุงเทพฯ มาวิเคราะห์ผลก่อน พบสารก่อมะเร็งสำคัญกระจายอยู่ในอากาศ โดยเฉพาะเบนโซเอไพรีน ซึ่งมีศักยภาพก่อมะเร็งสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งระบบทางเดินหายใจ มะเร็งปอด และมะเร็งผิวหนัง" ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ นักวิจัยจากหน่วยวิจัยชีวธรณีเคมีและการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าว

สารก่อมะเร็งพีเอเอช (PAHs) เป็นกลุ่มสารเคมีหลายร้อยชนิด เกิดจากการสันดาปไม่สมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นควันพิษจากเชื้อเพลิงรถยนต์ หรือไฟไหม้ป่า จากการวิจัยพบว่า มีสารก่อมะเร็ง 15 ชนิดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

การเก็บข้อมูลในพื้นที่กรุงเทพฯ ทีมวิจัยติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพฝุ่นละอองและก๊าซบนตึกใบหยก 1 สำหรับเก็บข้อมูลที่ความสูงระดับ 1 (บริเวณชั้น 4-5 ของอาคาร) และความสูงระดับ 2 คือบนยอดตึกซึ่งมีความสูงราว 154 เมตร

ความสูงระดับ 3 ทีมวิจัยได้รับการเอื้อเฟื้อสถานที่จากอาคารใบหยก 2 โดยใช้เวลา 3 วัน เก็บข้อมูลต่อเนื่องทุก 3 ชั่วโมง

ผลการเก็บข้อมูลและสกัดฝุ่นในกรุงเทพฯ พบสารก่อมะเร็งทั้ง 15 ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเบนโซเอไพรีนที่ความสูงระดับที่ 1 และระดับที่ 2 มีปริมาณสูงกว่ามาตรฐานสากล EPAQS ของอังกฤษ 2-3 เท่า แต่ที่ความสูงระดับสามยังมีระดับต่ำกว่ามาตรฐานมาก

สารก่อมะเร็ง, นักวิจัย, ฝุ่นละออง, อากาศ, คุณภาพชีวิต, กรุงเทพฯ, โลกร้อน,  มลพิษ




“จากผลวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยเบื้องต้น พบว่าสารก่อมะเร็งมาจากการลอยตัวขึ้นของมวลอากาศด้านล่าง คาดว่ามาจากไอเสียของยานพาหนะ อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับตัวแปรอื่น ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความเร็วลม อากาศ ความเข้มของแสงอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี เพื่อที่จะแปรผลให้สมบูรณ์” นักวิจัยจาก ม.อ. กล่าว

เมื่อเปรียบเทียบงานวิจัยลักษณะเดียวกันในเมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ พบว่าฝุ่นที่กรุงเทพฯ มีสารก่อมะเร็งพีเอเอช โดยรวมมากกว่าการสำรวจในเบอร์มิ่งแฮม 2-3 เท่า

นักวิจัยกล่าวว่า แม้สารก่อมะเร็งในอากาศที่สำรวจพบปริมาณสูงกว่ามาตรฐาน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าส่งผลต่อต่อสุขภาพได้ชัดเจน เนื่องจากต้องนำปัจจัยที่เกี่ยวข้องมาเป็นตัวแปร เช่น คนที่ต้องสูดอากาศที่มีสารก่อมะเร็งมากๆ หากออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารมีประโยชน์ รู้จักดูแลสุขภาพตัวเอง ก็อาจจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่ำและมีชีวิตยืนยาวได้



การวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ เคป (CAPE : Characteristics of Atmospheric Profile and its Effects on variation of air pollutant in Thailand) เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเริ่มทำตั้งแต่เดือนธ.ค. 2550 โดย ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สัญญาณเตือนภัย

ผศ.ดร.สุรัตน์ อธิบายว่า ทีมวิจัยเน้นการศึกษาฝุ่นละออง ก๊าซ และสภาพอุตุนิยมวิทยา เพื่อที่จะนำข้อมูลมาบูรณาการรวมกันเพื่อหาปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ปรากฏการณ์หมอกควันที่เกิดขึ้นบ่อยบริเวณจังหวัดเชียงใหม่

“ปกติภาวะอากาศหยุดนิ่งส่งผลทำให้ความเข้มของฝุ่นเพิ่มสูง 40-50% มักจะเกิดในช่วงเช้าหรือเย็น จากการเคลื่อนตัวของมวลอากาศเย็นที่แทรกเข้ามาในมวลอากาศร้อน ทำให้มวลอากาศร้อนลอยสูง หรือการเกิดคลื่นความร้อน แต่ในเชียงใหม่ เราพบว่า ภาวะอากาศหยุดนิ่ง เกิดในช่วงเที่ยงวัน ที่คนต้องทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย” หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าว

นักวิจัยชี้ว่า การเกิดภาวะอากาศหยุดนิ่งในช่วงเที่ยง เป็นเหมือนภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาสามารถใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจหาภาวะอากาศหยุดนิ่ง และทำการแจ้งเตือนเพื่อขอความร่วมมือไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ปล่อยฝุ่นควัน รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือนักท่องเที่ยวให้เตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

“การรู้ล่วงหน้าจะช่วยให้เกิดการป้องกัน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิด เช่น การท่องเที่ยว เพราะหากนักท่องเที่ยวรู้และเข้าใจถึงสิ่งที่จะเกิด อาจจะเลื่อนการเดินทางหรือไปเที่ยวที่อื่นก่อน โดยที่ไม่เสียความรู้สึก เป็นผลดีต่อธุรกิจการท่องเที่ยว” นักวิจัยจากจุฬาฯ แนะนำ





หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง
เตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมไอเดียเด็ดเด็กใต้
ติดตั้งเซ็นเซอร์บนหัวแมวน้ำ หาความเปลี่ยนแปลงทะเลแอตแลนติก
บ้านขุนสมุทรจีน มรธ.วิจัยเชิงอนุรักษ์
เฟ้นหา 20 โจ๋ลดโลกร้อน
วีนิไทย ร่วมใจปลูกปะการัง

สนับสนุนข้อมูล โดย กรุงเทพธุรกิจ

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ปรากฏการณ์โลกร้อน

แสดงความคิดเห็น

ซ่อนความคิดเห็น

รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนข้อความทั้งหมด 5

  1. Re: ปรากฏการณ์โลกร้อน

  2. Re: ปรากฏการณ์โลกร้อน

  3. Re: ปรากฏการณ์โลกร้อน

  4. Re: ปรากฏการณ์โลกร้อน

  5. Re: ปรากฏการณ์โลกร้อน

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้