สนุก! ดาวเดือน Season 3 ชิงทุนการศึกษากว่า 2 แสนบาท
  ค้นหาความรู้จาก  
หน้าแรก > U-Life > ความรู้รอบตัว


เว็บบอร์ด ทีนวาไรตี้ เว็บบอร์ด
โค้ดhi5 แต่งhi5
ภาวะโลกร้อน ภาวะโลกร้อน
ทีนสตาร์
ทีนอินเลิฟรู้ทันรัก
ทีนอินเทรนด์
เรื่องจี๊ดๆ
พี่สอนน้อง
Wallpaper
หาเพื่อนคิวคิว แชท

แนะนำหนังสือ
มุมนักเขียน
เขียนนิยาย
เขียนเรื่องสั้น
เขียนกลอน

Show Room
กิจกรรม
Interview
ความรู้รอบตัว

เรียนต่อในประเทศ
เรียนต่อต่างประเทศ
ทุนการศึกษา
ดาวน์โหลดข้อสอบ
สอนพิเศษ
ฝึกอบรม
เทคนิคการรับมือ
ประกาศผลแอดมิชชั่น 08

ทีนวาไรตี้
ห้องเด็กเรียน-เรียนต่อ
กิจกรรมวัยทีน
แนะนำ-ติชม
helper end
 
สิทธิบัตร...ใคร?...ที่ได้ประโยชน์

ผลจากการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ทำให้ชีวิตประจำวันของคนเรามีความสะดวกสบายและมีความปลอดภัยมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ช่วยคุ้มครองการประดิษฐ์หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เหล่านั้นเพื่อไม่ให้มีการ ลอกเลียนแบบได้ นั่นคือ การจด “สิทธิบัตร” หรือ Patent

การให้ความคุ้มครองการ ประดิษฐ์คิดค้นในต่างประเทศ ถูกจัดทำขึ้นในรูปของสิทธิพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการพระราชทานโดยกษัตริย์ เป็นสิทธิบัตรที่ออกให้ สำหรับเทคโนโลยีใหม่ในสมัยนั้น เช่น กังหันลม เครื่องจักรทอผ้า วิธีการต่อเรือและการทำเหมืองแร่

กฎหมายสิทธิบัตรที่ถือเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโลก คือ กฎหมายของสาธารณรัฐเวนิช ซึ่งประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2017

สำหรับ ประเทศไทย มีความพยายามที่จะออกกฎหมายสิทธิบัตรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2456 โดยคาดว่าได้มีการยกร่างกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษชื่อว่า “Law on Patents” ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2456 และได้มีการยกร่างกฎหมาย สิทธิบัตรมาโดยตลอด
พร้อมทั้งได้มีการเตรียมงานในการที่จะนำระบบสิทธิบัตรมาใช้ในประเทศไทย แต่ได้รับการคัดค้านจากสมาชิกรัฐสภา ต่อมาในปี พ.ศ. 2521 กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอร่างกฎหมายสิทธิบัตรให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2522 ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายสิทธิบัตรเพื่อให้เป็นสากลมากยิ่งขึ้น

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวถึงสิทธิบัตรให้ฟังว่า
เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ในรูปแบบของหนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งให้เจ้าของมีสิทธิผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการหาประโยชน์ในช่วงระยะเวลาจำกัดในอาณาเขตที่ให้ไว้ในสิทธิทรัพย์สินทางปัญญานี้ รวมถึงสิทธิในการผลิต โอน ขาย หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้สิทธิได้โดยการอนุญาตให้ใช้สิทธิด้วย

รูปแบบของสิทธิบัตร มี 3 ประเภท
ประเภทแรก เป็น สิทธิบัตรการประดิษฐ์ ให้ความคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นที่เกี่ยวกับ กลไก โครงสร้าง ส่วนประกอบ ระบบของสิ่งของเครื่องใช้ เช่น กลไกของเครื่องยนต์ ยารักษาโรค หรือการคิดค้นกรรมวิธีในการผลิตสิ่งของและการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น สิทธิบัตร รูปแบบนี้มีอายุ 20 ปี นับจากวันยื่นขอรับสิทธิบัตร

รูปแบบต่อมา เป็น สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ หมายถึง การออกแบบรูปร่าง ลวดลายหรือสีสัน ที่มองเห็นได้จากภายนอก เช่น ลวดลายของผ้า รูปทรงของน้ำหอม มีอายุ 10 ปี

และสุดท้าย คือ อนุสิทธิบัตร หรือที่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ เป็นการให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ คิดค้นเช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จะแตกต่างกันตรงที่ การประดิษฐ์ที่จะขอรับอนุสิทธิบัตร เป็นการประดิษฐ์ที่มีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย และมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น มีอายุ 6 ปี นับจากวันยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร สามารถต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี รวมเป็น 10 ปี

การประดิษฐ์ที่จะขอสิทธิบัตรได้ กฎหมายกำหนดไว้ว่า ต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการด้วยกัน คือ
  • อย่างแรกต้องเป็น สิ่งประดิษฐ์ใหม่ คือ ยังไม่เคยมีจำหน่ายหรือขายมาก่อน หรือยังไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดของสิ่งประดิษฐ์ในเอกสารสิ่งพิมพ์ใดๆ ในทีวี หรือในวิทยุ มาก่อน


  • ต่อมาคือ มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น คือ ไม่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถทำได้ง่าย โดยผู้มีความรู้ในระดับธรรมดา หรืออาจพูดได้ว่า มีการแก้ไขปัญหา ทางเทคนิคของสิ่งประดิษฐ์ที่มีมาก่อน


  • สุดท้าย คือ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตทางอุตสาหกรรม หัตถกรรม เกษตรกรรม และพาณิชยกรรมได้


จากการที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (US Trade Representative : USTR) ได้ออกรายงานมาตรการ 301 พิเศษ (Special 301) ซึ่งเป็นรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลการตรวจสอบประสิทธิภาพและความเหมาะสมของมาตรการในการป้องกันการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าทั่วโลก ด้วยการรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน ก่อนที่จะพิจารณาประกาศรายชื่อว่าประเทศใดมีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

มีการแบ่งเป็น ประเทศที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด (Priority Foreign Country- PFC)

และ ประเทศที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามาก ซึ่งกลุ่มนี้จะแบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่
ประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List–PWL) และประเทศที่ถูกจับตามอง (Watch List–WL)

นอกจากนี้อาจมีรายชื่อบางประเทศที่อาจมีการละเมิดอยู่ แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน สหรัฐจะจัดให้อยู่ ในรายชื่อ ประเทศที่ถูกติดตาม (Monitoring List)

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ จัดให้ไทยอยู่ในระดับ PFC ในปี 2534-2536 ซึ่งไทย ได้มีการปรับปรุงแก้ไข จนในปี 2537 ปรับลดให้ไทยอยู่ในระดับ PWL และตั้งแต่ปี 2538–2549 สหรัฐจัดให้ไทย อยู่ในระดับ WL มาโดยตลอด มาในปี 2550 นี้ ไทยและชิลีถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่ต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) ร่วมกับอีก 10 ประเทศ คือ จีน รัสเซีย อาร์เจนตินา อียิปต์ อินเดีย อิสราเอล เลบานอน ตุรกี ยูเครน และเวเนซุเอลา

“สหรัฐ ให้เหตุผลว่า ประเทศไทยไม่ได้ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐอย่างเพียงพอ ความพยายามในการปราบปรามการละเมิดในปีที่ผ่านมา ยังไม่ส่งผลมากเพียงพอ โดยอัตราการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญายังคงมีอยู่ในระดับสูง อีกทั้งพระราชบัญญัติการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดี พ.ศ. 2548 ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอที่จะปราบปรามการละเมิดผลิตภัณฑ์ซีดีได้ การละเมิดหนังสือ การขโมยสัญญาณรายการโทรทัศน์และสัญญาณเคเบิล รวมทั้งการละเมิดซอฟต์ แวร์ทั้งด้านการบันเทิงและธุรกิจยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การผลิตและจำหน่ายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า เช่น เครื่องแต่งกายและรองเท้า ยังคงมีอยู่ทั่วไป และบทกำหนดโทษการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงพอ ทำให้ปัญหาการละเมิดยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ ในเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลยา การไม่เชื่อมโยงระบบสิทธิบัตรกับการขึ้นทะเบียนยาสามัญเพื่อป้องกันมิให้มีการจำหน่ายยาสามัญออกสู่ตลาด ก่อนยาสิทธิบัตรหมดอายุ ในช่วงปลายปี 2549 ถึงต้น ปี 2550 กระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิบัตร (compulsory license หรือ CL) กับยารักษาโรค 3 รายการ อย่างไม่โปร่งใสและไม่มีการหารือกับเจ้าของสิทธิก่อน”
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวให้ฟัง

ในส่วนของกรมฯ ได้เตรียมส่งหนังสือชี้แจงไปยังสำนักงาน ผู้แทนการค้าสหรัฐในบางประเด็นโดยเฉพาะประเด็นที่ระบุว่าไทยไม่ให้ความคุ้มครองเพียงพอสำหรับข้อมูลความลับทางการค้าภายใต้ ข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สิน ทางปัญญาเกี่ยวกับการค้า (The Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights : TRIPs) อันเป็นข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ ภายใต้ข้อตกลงองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) อย่างเพียงพอ

เนื่องจากไทยมีกฎหมายในการดูแลความลับทางการค้าตามข้อตกลงทริปส์ทุกประการ พร้อมทั้งการหารือเกี่ยวกับ IP plan of actions ในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งรวมถึงการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ต่อไป

รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ จะรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงเพื่อแจ้งต่อสหรัฐเพิ่มเติม อีกทั้ง จะได้มีการหารือหน่วยงานของสหรัฐ ทั้งภาครัฐและเอกชนให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกัน

สำหรับ นายแพทย์มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการประกาศ ซีแอลของประเทศไทยว่า เป็นเพียงการประกาศว่าจะทำ โดยก่อนที่จะประกาศนั้น ได้มีการเปิดเจรจาต่อรองราคายาแล้ว เพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์มาตลอด

ซึ่งในขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีการประกาศการบังคับใช้สิทธิแล้วกับยา 3 ชนิด แต่มีเพียงยาเอฟฟาไวเรนซ์เท่านั้น ที่กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรม (อภ.) นำเข้ายาสามัญจากประเทศอินเดียในราคาที่ถูกกว่า เพื่อช่วยให้ผู้ติดเชื้อกว่า 20,000 คน ได้เข้าถึงยาและครอบคลุมมากขึ้น ส่วนยาอีก 2 ชนิด ยังไม่ได้ดำเนินการ และจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อทำความเข้าใจ ชี้แจงข้อเท็จจริงกับสภาคองเกรส รวมทั้งหน่วยงานทั้งภาครัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชนในสหรัฐ เพื่อให้เจ้าของสิทธิบัตรยาเข้าใจถึงการดำเนินการ รวมถึงเรื่องของความโปร่งใสและตัวยาที่ประกาศใช้ในมาตรการซีแอลของประเทศไทย


ไม่ว่าผลจะออกมาหัวหรือก้อย แต่นี่เป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญที่เรียกว่า “สิทธิบัตร”...

จุฑานันทน์ บุญทราหาญ




หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว   ครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง
รู้จัก ฝูวา ตุ๊กตานำโชค โอลิมปิก 2008
รู้ก่อนติดแก๊ส แอลพีจี-เอ็นจีวี...ดีด้อยต่างกัน
คุณรู้จักใยอาหารดีแค่ไหน
ความเร้นลับของ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้
หายเมื่อย... มาออกกำลังกายให้เหมาะกับอาชีพ

สนับสนุนข้อมูล โดย เดลินิวส์

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: สิทธิบัตร...ใคร?...ที่ได้ประโยชน์

แสดงความคิดเห็น

ซ่อนความคิดเห็น

รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนข้อความทั้งหมด 3

  1. Re: สิทธิบัตร...ใคร?...ที่ได้ประโยชน์

    • ความคิดเห็นที่3
    • ทำไมกระทู้ดีๆ แบบนี้ แต่ไม่ค่อยมีใครมาให้ความเห็น เมื่อเทียบกับกระทู้ดาราที่มีความเห็นเป็นร้อยๆ ทำให้เห็นว่า คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตนิยมแต่ความบันเทิง มีน้อยมากที่จะสนใจเรื่องที่มีสาระ ที่เป็นประโยชน์
    • สงสารประเทศชาติ รูปประจำตัว

      • โดยคุณ: สงสารประเทศชาติ
      • เมื่อ[2 มิถุนายน 2550 - 11:32 น.]
      • IP[124.120.54.XXX]
  2. Re: สิทธิบัตร...ใคร?...ที่ได้ประโยชน์

  3. Re: สิทธิบัตร...ใคร?...ที่ได้ประโยชน์

    • ความคิดเห็นที่1
    • ควรแยกแยะ สินค้าเป็น ของจำเป็นต่อชีวิต หรือไม่ได้ใช้ก็ไม่ตายเพื่อเพียงสดวกสบายสวยขึ้น อย่างแรกควรให้ค่าคิดค้น ครั้งเดียวจบกัน ส่วนในการค้าระยะยาว NGO ควรรับช่วงต่อในการผลิต supply ชาวโลก ส่วนของไม่จำเป็น ก็ตายสบายเรย จะฟันกำไร กันเท่าไหร่เชิญ
    • วัยรัตน์ ครองโลก รูปประจำตัว

      • โดยคุณ: วัยรัตน์ ครองโลก
      • เมื่อ[17 พฤษภาคม 2550 - 15:08 น.]
      • IP[58.9.108.XXX]

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้