ค้นหาความรู้จาก  
หน้าแรก > U-Life > ความรู้รอบตัว


เว็บบอร์ด ทีนวาไรตี้ เว็บบอร์ด
RSS เว็บบอร์ด
โค้ดhi5 แต่งhi5
ภาวะโลกร้อน ภาวะโลกร้อน
ทีนสตาร์
ทีนอินเลิฟรู้ทันรัก
ทีนอินเทรนด์
เรื่องจี๊ดๆ
พี่สอนน้อง
Wallpaper
หาเพื่อนคิวคิว แชท

แนะนำหนังสือ
มุมนักเขียน
เขียนนิยาย
เขียนเรื่องสั้น
เขียนกลอน

Show Room
กิจกรรม
Interview
ความรู้รอบตัว

เรียนต่อในประเทศ
เรียนต่อต่างประเทศ
ทุนการศึกษา
ดาวน์โหลดข้อสอบ
สอนพิเศษ
ฝึกอบรม
เทคนิคการรับมือ
ประกาศผลแอดมิชชั่น 08

ทีนวาไรตี้
ห้องเด็กเรียน-เรียนต่อ
กิจกรรมวัยทีน
แนะนำ-ติชม
helper end
 
ปราสาทพระวิหาร ข้อพิพาทอารยธรรม1,000ปี

"...สร้างปราสาทพระวิหารให้สมบูรณ์ เทิดทูนปณิธาน แห่งบรรพบุรุษ

ปราสาทเขาพระวิหาร เขาพระ แผนที่

มรดกอารยะของมวลมนุษย์

ผ่องพิสุทธิ์เหนือชาติพันธุ์กาลเวลา

พระวิหารมิใช่เพียงตัวปราสาท

หากคือความมุ่งมาด ปรารถนา

ศูนย์รวมแห่งความรักความศรัทธา

ศานติแห่งมวลมหาประชาชน

มือที่เศกผาหิน แผ่นดินหอม

ถวายจอมสุริยะ พระเวหน

พระบารมีแผ่ไปในภูวดล

ไม่จำกัดปริมณฑลเทวาลัย

ปราสาทพระวิหารจักสมบูรณ์

ต้องรวมศูนย์ศรัทธาชนคนส่วนใหญ่

ร่วมแผ่นภูมิ “เขมรินทร์-บดินทร์ไทย”

ปราสาทชัยบริบาล ศานติธรรม

อย่ากีดกันกั้นกลผลประโยชน์

อย่าดึงโขด พนมดงรักลงต่ำ

ร่วมฝั่งฟ้า ร่วมหล้าชะตากรรม

ร่วมน้อมนำ ปณิธาน วิหารพระ

ศักดิ์สิทธิ์ปราสาท เขาพระวิหาร

ปรางค์ประธาน ปริมณฑล เป็นสัจจะ

ไพรพิหาร สำแดง แหล่งอารยะ

คือพันธะ เพื่อนไทย-กัมพูชา

ร่วมแผ่นดิน ถิ่นมรดกโลก

ร่วมกันโบกธงธรรมให้งามสง่า

ร่วมขจัดโขมดมาร ม่ายมายา

ร่วมมหาพระวิหารแห่งธรรมเทอญ…”




-1-

อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์และสาขาย่อยกวีนิพนธ์ ร่ายบทกวี "ร่วมมรดกโลก" ที่เพิ่งเรียงร้อยถ้อยกวีเสร็จไม่ถึง 24 ชั่วโมง ณ สำนักงานยูเนสโก ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อฝากสารผ่าน "เชลดอล เชฟเฟอร์" ผอ.องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ไปถึงคณะกรรมการมรดกโลก

ฐานะที่ เชลดอล เชฟเฟอร์ เป็นตัวแทนรับมอบจดหมายเปิดผนึก 2 ฉบับ คือ เรื่อง "การร้องเรียนเพื่อขอให้ชะลอการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยราชอาณาจักรกัมพูชา" จาก ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต และคณะสมาชิกวุฒิสภา ที่ร่วมลงนามอีก 44 คน และเรื่อง "Joint Nomination ปราสาทเขาพระวิหาร ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา" ในนามของประชาชนชาวไทย อันประกอบด้วยบุคคลผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคมร่วมลงนาม 300 คน เพื่อให้คณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งกำลังเตรียมจัดการประชุม ณ เมืองคิเบก ประเทศแคนาดา ในวันที่ 2-10 กรกฎาคมนี้ ชะลอการพิจารณาการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารออกไปก่อน

"เขาพระวิหารไม่ได้เป็นของใคร แต่เป็นของมหาชนร่วมกัน ตั้งแต่ยังไม่มีเส้นขีดแบ่งประเทศ แต่ฝรั่งเศสมากำหนดทีหลัง ซึ่งเขาพระวิหารเป็นอารยธรรมร่วมกัน เป็นสัญลักษณ์ของความรักและความศรัทธาร่วมกันมากกว่าเป็นเรื่องของเขตแดนซึ่งมาทีหลัง แต่ก่อให้เกิดปัญหามาก เพราะไปขีดเส้นกั้นศรัทธาของคน ทำให้ความเป็นพี่น้องเครือญาติถูกแบ่งไปด้วย" อ.เนาวรัตน์ แสดงทัศนะกรณีพิพาทปราสาทเขาพระวิหารด้วยมิติแห่งความศรัทธา ซึ่งมิอาจถูกแบ่งแยกด้วยชาติพันธุ์

อ.เนาวรัตน์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงนามสนับสนุนให้คณะกรรมการมรดกโลกชะลอการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกัน ชี้ทางคลี่คลายปมขัดแย้งการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกว่า ควรมีการพิจารณาและยื่นข้อเสนอให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกร่วมกัน แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยกลับยอมรับการขีดเส้นล้อมกรอบด้วยกรงขังอย่างนั้นไม่ถูกต้อง

“การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มิได้หมายถึงเฉพาะตัวปราสาท แต่หมายถึงอาณาบริเวณแวดล้อมทั้งหมด นอกจากจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบแล้ว อาจยังสร้างปัญหาบานปลายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด" ศิลปินแห่งชาติเผยความกังกล

ด้าน รศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ กังวลถึงประเด็นความขัดแย้งอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียวเช่นกัน จึงแนะนำว่า ไทยและกัมพูชาควรยกพื้นที่ของปราสาทเขาพระวิหารให้องค์กรยูเนสโกเป็นหน่วยงานกลางบริหารจัดการ โดยคอยติดตามการบริหารของยูเนสโกให้มีการแบ่งผลประโยชน์ให้เท่ากัน ผลประโยชน์ทั้งหมดควรตกเป็นของคนท้องถิ่น

ส่วนกรณีมีผู้เสนอให้ชะลอการเสนอปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น รศ.ศรีศักดิ์ ไม่เห็นด้วยต่อข้อคัดค้านดังกล่าว ส่วนการเสนอขึ้นทะเบียนมรกดโลกแต่เพียงตัวปราสาทก็ยังไม่มีความสมบูรณ์ที่จะเป็นมรดกโลก ทั้งสองประเทศควรเสนอร่วมกันเพื่อให้เป็นมรดกโลกที่สมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นบริเวณเขาปราสาทพระวิหารจะเป็นเพียงมรดกโลกเท่านั้น

“ผมคิดว่ายูเนสโกคงไม่ยินยอมง่ายๆ ต้องให้ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกันให้เสร็จก่อน หากกัมพูชาขอขึ้นเป็นมรดกโลกได้ แล้วทำกระเช้าขึ้นก็ผิดหลักสิ่งแวดล้อมอีก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ยังไงต้องขึ้นฝั่งไทย หากมีการก่อสร้างร้านค้าอีกก็เป็นรกโลกไม่ใช่มรดกโลก" รศ.ศรีศักดิ์ กระทบกระเทียบ

ปราสาทเขาพระวิหาร เขาพระ



-2-

ปราสาทพระวิหาร สูงเด่นสง่าตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรักมาหลายชั่วบรรพกาล จนปรากฏเป็นซากปรักหักพังของเหล่าเทวลัยที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 9-10 ส่วนโครงสร้างส่วนใหญ่ของปราสาทถูกสร้างขึ้นสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งอยู่ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 11 และศตวรรษที่ 12 ตามลำดับ

เมื่อ 109 ปีก่อน (พ.ศ.2442) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ค้นพบปราสาทเขาพระวิหาร และทรงจารึกปี ร.ศ. ที่พบเป็นเลขไทย ตามด้วยพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดี เป็นข้อความว่า "๑๑๘ สรรพสิทธิ” หลังจากนั้นอีก 5 ปี ประเทศฝรั่งเศสเข้าครอบครองอินโดจีนและทำสนธิสัญญา พ.ศ.2447 ในการปักปันเขตแดนกับราชอาณาจักรสยาม โดยมีความตามมาตรา 1 ของสนธิสัญญา ระบุให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน มีผลให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย ต่อมาใน พ.ศ.2451 ฝรั่งเศสจัดทำแผนที่ใหม่ฝ่ายเดียว หนึ่งในนั้นมี "แผ่นดงรัก" ครอบคลุมพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และไม่ได้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ทำให้ปราสาทพระวิหารในแผนที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา โดยที่รัฐบาลสยาม (ขณะนั้น) ไม่ได้รับรองหรือทักท้วงความถูกต้องของแผนที่ดังกล่าว

อีก 33 ปีต่อมา ประเทศไทยเข้าสู่สมรภูมิสงครามข้อพิพาทอินโดจีน และช่วงชิงดินแดนปราสาทพระวิหารคืนกลับมาได้ แต่ต่อมาก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยต้องเสียดินแดนดังกล่าวคืนให้ฝรั่งเศส และในปี 2497 ฝรั่งเศสแพ้สงคราม ประเทศกัมพูชาได้รับเอกราชตามสนธิสัญญาเจนีวา และไทยจึงส่งทหารเข้าไปรักษาการบริเวณปราสาทพระวิหารอีกครั้ง หลังจากนั้นอีก 5 ปี (6 ตุลาคม 2502) เจ้านโรดม สีหนุ ยื่นฟ้องร้องต่อศาลโลกให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร จนกระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา และอีก 46 ปีต่อมา กัมพูชา ยื่นเสนอจดทะเบียน ‘ปราสาทพระวิหาร’ เป็นมรดกโลกอย่างเบ็ดเสร็จเพียงฝ่ายเดียว!

ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลก วิเคราะห์ผลการตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลก ในวันที่ 2-7 กรกฎาคม 2551 ว่าคณะกรรมการมรดกโลกมีโอกาสให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ถึงเวลานั้น...ประเทศไทยอาจต้องเสียดินแดนจากการประกาศเขตอนุรักษ์ตามมาตรการทางกฎหมาย รวมถึงการก่อสร้างในเขตพัฒนาตามมา หากไทยขึ้นทะเบียนร่วม เท่ากับเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกัน สามารถออกกฎหมายควบคุมอาคาร ห้ามก่อสร้าง หรือดำเนินการที่อาจกระทบต่อตัวปราสาทได้เช่นกัน

“เราถูกผูกมัดด้วยแถลงการณ์ร่วมที่รัฐมนตรีต่างประเทศไปลงนามร่วมไว้ ยังรวมถึงพันธกรณีอนุสัญญามรดก หากไม่ปฏิบัติตามจะผิดพันธกรณีในฐานะประชาคมโลกตามกฎของสหประชาชาติ เราก็ต้องให้พื้นที่บางส่วนเพื่อการอนุรักษ์ปราสาท นั่นคือ อำนาจอธิปไตยที่เสียไป" ศ.ดร.อดุล เผยถึงข้อกังวลใจที่ไทยต้องเสียดินแดนโดยไม่มีส่วนร่วมใดๆ ในการบริหารจัดการมรดกโลกแห่งนี้ร่วมกัน

แล้ว 'อธิปไตย' ของไทยที่ต้องสูญเสียไปจากการขึ้นทะเบียน 'เขาพระวิหาร' ของกัมพูชาเพื่อเป็นสมบัติของมวลมนุษยชาตินั้น….ใครกันนะ ??? กระหยิ่มยิ้มรอส่วนแบ่งผลประโยชน์จากกองมรดกโลก !

ปราสาทเขาพระวิหาร เขาพระ แผนที่



มรดกโลก ร่วมกัน

ตามข้อบังคับของคณะกรรมการมรดกโลกข้อที่ 135 ระบุว่า "หากเป็นไปได้ ประเทศที่มีมรดกโลกร่วมกันตามแนวชายแดน ควรเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกัน เพื่อสะดวกในการบริหารจัดการและพัฒนาพื้นที่ร่วมกันของทั้งสองประเทศ"

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยสองประเทศทำร่วมกันหลายแห่งแล้ว เช่น

- น้ำตกอีกวาซุ : จดทะเบียนมรดกโลกร่วมกันระหว่างอาร์เจนตินาและบราซิล โดยที่อาร์เจนตินา จดทะเบียนเมื่อปี 2527 และบราซิล จดตามมาในปี 2529

- โบสถ์เจซูอิทแห่งกัวรานี : จดทะเบียนมรดกโลกร่วมกันระหว่างอาร์เจนตินาและบราซิล ระหว่างปี 2526-2527

- หอระฆังของประเทศเบลเยียม 32 หอ และหอระฆังประเทศฝรั่งเศส 23 หอ : จดทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกัน ระหว่างปี 2542-2548

- กำแพงเขตแดนอนาจักรโรมันคริสต์ศตวรรษที่ 2 : จดทะเบียนร่วมกันระหว่างประเทศเยอรมนี อังกฤษ และไอร์แลนเหนือ ระหว่างปี 2530-2548

- ถ้ำในอุทยานแห่งชาติแอคเทเลคและน้ำพุใต้ดินในสโลวัก : จดทะเบียนเป็นมรดกร่วมกันระหว่างประเทศฮังการีและสโลวะเกีย ระหว่างปี 2538-2543

- อุทยานแห่งชาติวอร์เทอร์ตันเลคของแคนาดา และอุทยานแห่งชาติกลาเซียร์ของอเมริกา : จดทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกัน ระหว่างอเมริกากับแคนาดา เมื่อปี 2538


คำประท้วง 2505 V& คำยินยอม 2551

หลังจากศาลโลกตัดสินให้ไทยแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหารมา 23 วัน ดร.ถนัด คอมันตร์ รมว.ต่างประเทศ (สมัยนั้น) ทำหนังสือประท้วงคำพิพากษาของศาลโลกถึง "อู่ถั่น" เลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2505

"คำประท้วงฯ" มีเนื้อหาโดยสรุปว่า...คดีปราสาทพระวิหาร นำขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยฝ่ายกัมพูชายื่นฟ้องต่อศาลโลก เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2502 และศาลโลกพิพากษา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาเหนือซากของปราสาทพระวิหาร

แถลงการณ์เป็นทางการลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2505 รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประกาศต่อประชาชนแสดงความไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลที่กล่าวข้างต้น ตามความเห็นของรัฐบาลคำพิพากษาขัดต่อข้อกำหนดอันชัดแจ้งของบทที่เกี่ยวเนื่องของสนธิสัญญา พ.ศ. 2447 และ พ.ศ.2450 และขัดต่อหลักกฎหมาย และความยุติธรรม

ฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตนมีอยู่ตามคำพิพากษาดังกล่าว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ตามข้อ 94 ของกฎบัตร

การตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารนั้น รัฐบาลจะตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใดๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่ หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง และตั้งข้อประท้วงต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา !

เปรียบเทียบ

หลังจาก นพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ ลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนตัวปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ได้มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา มีใจความว่า...ราชอาณาจักรไทยสนับสนุนการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งเสนอโดยกัมพูชา ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 (ณ เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ในเดือนกรกฎาคม 2551) ขอบเขตของปราสาทปรากฏตาม N.1 ในแผนที่ที่จัดทำโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของกัมพูชา ตามแผนที่แนบพร้อมมานี้ ทั้งนี้ แผนที่ดังกล่าวได้กำหนดเขตอนุรักษ์ (buffer zone) ทางทิศตะวันออกและทิศใต้ของปราสาทไว้ด้วยดังนี้ ปรากฏตาม N.2

ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2551 ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต สมาชิกวุฒิสภา ยื่นกระทู้ด่วนถามรัฐบาลว่า ทำไมประเทศไทยไม่คัดค้าน หรือต่อรองให้กัมพูชาเสนอการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารร่วมกัน และยังมีการอนุมัติอย่างเร่งด่วน อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสาม

นพดล ชี้แจงวันเดียวกันว่า กรรมสิทธิ์ในตัวปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ตามคำตัดสินของศาลโลก เมื่อปี 2505 และเมื่อประมาณปี 2549 กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนตัวปราสาทเป็นมรดกโลก ซึ่งไทยเคยขอขึ้นทะเบียนร่วมแต่ได้รับคำปฏิเสธจากกัมพูชา ซึ่งการขอขึ้นทะเบียนดังกล่าว ในช่วงแรกกัมพูชาได้รวมพื้นที่ทับซ้อนไปด้วย แต่ไทยได้คัดค้านมาตลอด เพราะไทยสุ่มเสี่ยงที่จะเสียดินแดนจึงได้เจรจามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กัมพูชาตัดพื้นที่ทับซ้อนออกไป ท้ายที่สุดการเจรจาที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (22 พฤษภาคม 2551) กัมพูชาจึงยอมที่จะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท และยอมให้ไทยตรวจสอบแผนที่ ซึ่งฝ่ายทหารยืนยันแล้วว่า แผนที่กัมพูชาไม่ได้รุกล้ำดินแดนไทย

"เหตุที่ต้องดำเนินการในช่วงนี้ เพราะกรอบเวลาบังคับอยู่ เนื่องจากยูเนสโกจะมีการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนในเดือนกรกฎาคมนี้ หากไม่ดำเนินการเจรจาจะสุ่มเสี่ยงที่กัมพูชาจะนำพื้นที่ทับซ้อนไปขึ้นทะเบียนด้วย จะส่งผลให้ไทยสูญเสียดินแดน" นพดล ชี้แจงการลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา


ทีมข่าวรายงานพิเศษ : เรื่อง

ศูนย์ภาพเนชั่น ,วิกีพีเดีย : ภาพ




หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว   ครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง
เชื่อหรือไม่...ตรวจสุขภาพจากฟันได้
รู้จักผู้ชายชื่อ ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์
สารานุกรมไทยเยาวชนฯ เล่ม 33 จำหน่ายแล้ว
เราได้อะไรบ้างจาก เซิร์น
เจอแล้วกล้องโทรทรรศน์ ไอน์สไตน์ ที่หายสาบสูญ

สนับสนุนข้อมูล โดย คมชัดลึก

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ปราสาทพระวิหาร ข้อพิพาทอารยธรรม1,000ปี

แสดงความคิดเห็น

ซ่อนความคิดเห็น

รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนข้อความทั้งหมด 1

  1. Re: ปราสาทพระวิหาร ข้อพิพาทอารยธรรม1,000ปี

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้